10 ธันวาคม 2009
อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง : 125 ปีแห่งความเชื่อและการแพร่ธรรม
1927, ท่าแร่, คณะกรรมการวัด
กล่าวกันว่า หากต้องการยิงลูกธนูออกไปให้ไกลที่สุด จำเป็นต้องดึงสายและโน้มคันธนูไปข้างหลังให้มากที่สุด
เช่นเดียวกันหากต้องการรู้จักปัจจุบันและก้าวย่างต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคง การศึกษาและเรียนรู้อดีตเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม
เป็นความจริงที่ว่าพระศาสนจักรมิได้เติบโตขึ้นด้วยความบังเอิญ หากแต่ยืนหยัดมั่นคงขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ ชีวิต
และอัฐิของบรรดามรณสักขีในอดีต
ความเป็นมาของอัครสังฆมณฑลท่าแร่- หนองแสง
แม้จะถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม
ค. ศ. 1950 ( พ. ศ. 2493) ในฐานะ มิสซังท่าแร่
แต่สามารถเชื่อมโยงไปถึงการเข้ามาของคริสตศาสนาในภาคอีสานภายใต้การนำของคุณพ่อยอห์นบัปติส โปรดม
และคุณพ่อซาเวียร์ เกโก ในปี ค. ศ. 1881 ( พ. ศ. 2424) ที่ยึดเอาอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลาง
จากอุบลราชธานีมาถึงดินแดนที่เป็นท่าแร่-หนองแสงปัจจุบันได้อย่างไร
แสงสว่างแห่งพระวรสารได้รับการประกาศเป็นแห่งแรกที่ไหนและมีความเป็นมาอย่างไร นี่คือความมุ่งหมายของบทความนี้
เพื่อร่วมฉลอง
125 ปีแหงความเชื่อและการแพร่ธรรมอย่างรู้สำนึกและกตัญญู ในอันที่จะช่วยกันสานต่อมรดกทางความเชื่อนี้ให้ยั่งยืนสืบไป
จากบันทึก ของพระสังฆราชยอแซฟ มารีย์ กืออาส พระสังฆราชองค์แรกของมิสซังลาว เนื่องในโอกาสฉลอง 25 ปีแห่งการแพร่ธรรม
ค.ศ. 1906 ( พ.ศ. 2449) และหนังสือ ประวัติการเผยแพร่พระศาสนาในภาคอีสานและประเทศลาว ของ พระสังฆราชเกลาดิอุส บาเยต์
พระสังฆราชองค์สุดท้ายของมิสซังลาว ยืนยันชัดเจนว่า แสงสว่างแห่งพระวรสารได้รับการประกาศเป็นครั้งแรกที่นครพนม
ในปี
ค.ศ. 1883 ( พ.ศ. 2426)
นับเป็นแผนการของพระเจ้าที่ทรงประสงค์จะให้เริ่มงานแพร่ธรรม ณ ดินแดนอีสานเหนือและประเทศลาว เนื่องจากมีคนจากหัวเมือง
ทางเหนือ
มาเชิญ คุณพ่อโปรดม (ซึ่งเวลานั้นตั้งกลุ่มคริสตชนและสร้างวัดแห่งแรกของภาคอีสานที่อุบลราชธานีแล้ว)
ให้เดินทางไปแพร่ธรรมที่หนองคาย
โดยอ้างว่ามีหลายคนสนใจอยากเข้าศาสนา
คุณพ่อโปรดม ได้ตัดสินใจเดินทางไปพร้อมกับคุณพ่ออัลเฟรด รองแดล และครูทองครูคำสอนโดยออกเดินทางจากจากอุบลราชธานี
วันที่ 26 เมษายน ค. ศ. 1883 ( พ. ศ. 2426) มาถึงนครพนมเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการสำรวจเส้นทาง
สถานการณ์และการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน เพื่อวางโครงการแพร่ธรรมในโอกาสต่อไป เมื่อได้ใช้เวลาสำรวจเมืองหนองคาย
รวมถึงข้ามไปเวียงจันทน์ประเทศลาว
และได้เรียนรู้สภาพท้องที่พอสมควรแล้ว
จึงเดินทางกลับอุบลราชธานี
ในระหว่างเดินทางกลับได้แวะพักที่นครพนมหลายสัปดาห์ โอกาสนั้นคุณพ่อทั้งสองได้สอนคำสอนให้ชาวเวียดนามที่สนใจ
ที่สุดได้โปรดศีลล้างบาปคริสตชนกลุ่มแรกจำนวน 13 คน และประกอบพิธีศีลสมรสหมู่ 4 คู่ เมื่อวันที่ 14 กันยายน ค. ศ. 1883
( พ. ศ. 2426) ทำให้คริสตชนที่นครพนมถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นทางความเชื่อของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง
จากกลุ่มคริสตชนแรกที่นครพนมในปี ค.ศ. 1883 ( พ. ศ. 2426) นับเนื่องถึงปัจจุบันจะมีอายุครบ 126 ปี นั่นหมายความว่า
จุดเริ่มต้นของความเชื่อและการประกาศพระวรสารคือปี ค.ศ. 1883 ( พ. ศ. 2426) ส่วนการก่อตั้งกลุ่มคริสตชนเกิดขึ้นในเดือนเมษายน
ค.ศ. 1884 ( พ. ศ. 2427)
ดังนั้นการประกาศเปิด 125 ปีแห่งความเชื่อและการแพร่ธรรมโดยพระอัครสังฆราชหลุยส์ จำเนียร
สันติสุขนิรันดร์
เมื่อวันที่18 เมษายนค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) ณ อาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอลท่าแร่ จึงคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
และล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น
- กลุ่มคริสตชนที่สกลนครและท่าแร่
เมื่อตั้งกลุ่มคริสตชนที่นครพนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณพ่อโปรดม ได้เดินทางไปสกลนครพร้อมกับ ครูทัน ในเดือนมิถุนายน
ค. ศ. 1884
( พ. ศ. 2427) เพื่อเยี่ยมคริสตชนที่อพยพมาจากประเทศเวียดนาม
ตามที่ได้ยินมาคุณพ่อได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากคริสตชนชาวเวียดนาม
และมีชาวเวียดนามจำนวนหนึ่งมาขอสมัครเป็นคริสตชน
คุณพ่อได้สร้างที่พักและอยู่กับพวกเขา 1 เดือนแล้วมอบให้ ครูทัน ดูแล ก่อนจะเดินทางกลับนครพนม เดือนสิงหาคม ค . ศ. 1884 ( พ. ศ. 2427)
คุณพ่อโปรดม เดินทางไปสกลนครอีกครั้งพร้อมกับ คุณพ่อเกโก
เพื่อสอนคำสอน
แก่ชาวเวียดนามที่สนใจ และโปรดศีลล้างบาป
ในวันสมโภชพระนางมารีย์รับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ วันที่ 15 สิงหาคม ปีเดียวกัน
จากนั้นได้มอบกลุ่มคริสตชนใหม่ให้ คุณพ่อเกโก กับ ครูทัน ดูแล หลังการฉลองนักบุญทั้งหลายปีนั้นเอง คุณพ่อเกโก
ได้ย้ายกลุ่มคริสตชนที่สกลนครด้วยแพใหญ่มาตั้งรกรากที่ท่าแร่
คริสตชนกลุ่มแรกที่ย้ายมามี 20 ครอบครัวประมาณ 150 คน รวมถึงผู้ที่กำลังเตรียมรับศีลล้างบาปซึ่งมีทั้งชาวเวียดนามและพื้นเมือง
ส่วนมากเป็นทาสที่ได้รับการไถ่ให้เป็นอิสระหรือพวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบและในวันสมโภชพระคริสตสมภพปี ค. ศ. 1884 (พ.ศ. 2427)
คริสตชนใหม่จำนวน 35 คนได้รับศีลมหาสนิทครั้งแรกในโรงเรือนที่ทำเป็นวัดชั่วคราวที่ท่าแร่ พร้อมกับการล้างบาปคริสตชนกลุ่มแรกจำนวน
8 คน
จากสกลนครสู่ท่าแร่ในปี ค.ศ. 1884 ( พ. ศ. 2427) นับเนื่องถึงปัจจุบันเป็นเวลา 125 ปี
นับเป็นชุมชนที่เก่าแก่ที่เป็นศูนย์กลางทางความเชื่อและการแพร่ธรรมของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง
ปัจจุบันท่าแร่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหมู่บ้านคริสตชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์และเอกลักษณ์เฉพาะ
อีกทั้งยังมีศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามหลายอย่างที่ชาวท่าแร่ควรภาคภูมิใจ
- ก่อนจะมาเป็นอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง
ความเป็นมาของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง เกี่ยวข้องโดยตรงกับประวัติการเผยแผ่คริสตศาสนาในภาคอีสานของประเทศไทย
ซึ่งมีความพยายามหลายสมัยตั้งแต่แรกที่คริสตศาสนาเข้ามาในประเทศสยามในสมัยพระสังฆราชลาโน
แต่ความพยายามนี้มาสำเร็จ
ในสมัยพระสังฆราชหลุยส์ เวย์ ในปี ค.ศ. 1881 ( พ. ศ. 2424)ที่ส่งคุณพ่อโปรดมและคุณพ่อเกโกเข้ามาแพร่ธรรมในภาคอีสาน
ผลจากการทำงานด้วยความร้อนรนและกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของมิชชันนารีรุ่นแรก ได้ก่อให้เกิดคริสตชุมชนขึ้นในสามจุดใหญ่คือ
อุบลราชธานี นครพนม และสกลนคร ที่กลายมาเป็นรากฐานอันมั่นคงของ มิสซังลาว
ซึ่งครอบคลุมภาคอีสานของประเทศไทย
และประเทศลาวทั้งหมด โดยแยกออกจากมิสซังสยามในปี ค. ศ. 1899 ( พ. ศ. 2442) ก่อนที่จะแยกออกเป็น 3 มิสซัง
เมื่อวันที่
21 ธันวาคม ค. ศ. 1950 ( พ. ศ. 2493) คือ
มิสซังท่าแร่ ซึ่งครอบคลุมภาคอีสานทั้งหมด
มิสซังเวียงจันทน์และ
มิสซังท่าแขกในประเทศลาว
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค. ศ. 1953 ( พ.ศ. 2496) มิสซังท่าแร่ได้แยกออกเป็น 3 มิสซัง คือมิสซังท่าแร่ มิสซังอุบลราชธานี
และเทียบมิสซังอุดรธานี จนกระทั่งได้รับยกฐานะเป็น สังฆมณฑลท่าแร่- หนองแสง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค. ศ. 1960 ( พ. ศ. 2503)
มีการเพิ่มชื่อ หนองแสง เข้ามาในฐานะที่เคยเป็นศูนย์กลางการแพร่ธรรมในอดีต และที่สุดได้รับการสถาปนาเป็น
อัครสังฆมณฑลท่าแร่- หนองแสง เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1965 ( พ.ศ. 2508)
125 ปีแห่งความเชื่อและการแพร่ธรรมจึงเป็นช่วงเวลาแห่งพระพรของพระเจ้า ในความรักเมตตาของพระองค์ที่โปรดให้
อัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงผ่านช่วงเวลาต่างๆ มาอย่างราบรื่น นับเป็นแผนการและพยานสอดส่องของพระเจ้า
ที่โปรดให้มีพระสังฆราชผู้ปกครองในช่วงเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมกับยุคสมัย ตามลำดับดังนี้
พระสังฆราชยอแซฟ มารีย์ กืออาส ( มิสซังลาว) ค.ศ. 1899-1912 (พ.ศ. 2442-2455)

พระสังฆราชยอห์น บัปติสต์ โปรดม (มิสซังลาว) ค.ศ. 1913-1920 (พ.ศ. 2456-2463)

พระสังฆราชอังเยโล มารีย์ แกวง (มิสซังลาว) ค.ศ. 1922-1943 (พ.ศ. 2465-2486)

พระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี (รักษาการมิสซังลาว) ค.ศ. 1941-1945 (พ.ศ. 2484-2488)

พระสังฆราชฮังรี อัลแบรต์ โทมิน (มิสซังลาว) ค.ศ. 1944-1945 (พ.ศ. 2487-2488)

พระสังฆราชเกลาดิอุส บาเยต์ (มิสซังลาวและมิสซังท่าแร่) ค.ศ. 1947-1953 (พ.ศ. 2490-2496)

พระสังฆราชมิแชล มงคล (อ่อน) ประคองจิต ค.ศ. 1953-1958 (พ.ศ. 2496-2501)

พระอัครสังฆราชมีคาแอล เกี้ยน เสมอพิทักษ์ ค.ศ. 1959-1980 (พ.ศ. 2502-2523)

พระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน ค.ศ. 1980-2004 (พ.ศ. 2523-2547)

พระสังฆราชยอร์ช ยอด พิมพิสาร (รักษาการผู้ปกครอง) ค.ศ. 2004-2005 (พ.ศ. 2547-2548)

พระอัครสังฆราชหลุยส์ จำเนียร สันติสุขนิรันดร์ ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2548) ปัจจุบัน
จะเห็นได้ว่า พระเจ้าได้ทรงหลั่งพระหรรษทานและความรักเมตตาของพระองค์มายังอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง
อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและจะเป็นเช่นนี้สืบไปไม่สิ้นสุด ควรที่บุคลากรทุกระดับในอัครสังฆมณฑลฯ
จะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาขอบเขตมิได้ และร่วมมือกับพระหรรษทานของพระองค์ในการนำอัครสังฆมณฑลฯ
และรักษามรดกทางความเชื่อให้วัฒนาถาวรสืบไป
คุณพ่อขวัญ ถิ่นวัลย์
วัดนักบุญยอแซฟ ดอนทอย
8 ธันวาคม 2009

1938, ท่าแร่

1947, ท่าแร่, เข้าเงียบประจำปี

1950, ท่าแร่, คณะสงฆ์-ฯพณฯ บาเย

1953, ท่าแร่, คณะสงฆ์-ฯพณฯ มงคล ประคองจิต

1957, ท่าแร่, คณะสงฆ์-ฯพณฯ มงคล ประคองจิต

1957, ท่าแร่, เข้าเงียบประจำปี

1958, ท่าแร่, เข้าเงียบประจำปี

1964, ท่าแร่, เข้าเงียบประจำปี

ซาเวียร์ เกโก 1855-1918

ปิแอร์ โกลาส์ 1934-1987

ยอร์ซ ดาแบง

ยอแซฟ กอมบูริเออ 1861-1939

ยัง ยังเซน 1923-1976

1936-1-1, ท่าแร่, บวชคุณพ่อคำผง คำเขียน คำจวน

1937, เชียงยืน, วัดนักบุญฟรังซิสเดอซาล

1939, นครพนม, อาสนวิหารนักบุญอันนาหนองแสง

1947, นครพนม, อาสนวิหารนักบุญอันนาหนองแสง

1957, นิรมัย, หิรัญสมโภชพ่อแท่ง

1962, โรม, ในหลวงเข้าเฝ้าพระสันตะปาปา
1965, ท่าแร่, รับรองวิทยฐานะ

1966, นาคำ, หิรัญสมโภชพ่ออินทร์

1971, ท่าแร่, อาสนวิหาร
|