- กัลเลเรียวิตตอรีโอ เอมานุเอเล 2: ศูนย์กลางและแหล่งแสดงแฟชั่น
หลังจากชมความวิจิตงดงามของดูโอโมจนพอใจแล้ว เมื่อเดินออกมาที่ลานด้านหน้าทางขวามือ
หรือหากหันหน้าเข้าหาดูโอโมทางซ้ายมือจะเห็น อาคารกัลเลอเรีย วิตตอริโอ เอมานูเอเล 2 (Galleria
Vittorio Emanuelle II) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าที่หรูหราอลังการแห่งเมืองมิลาน
เป็นแหล่งช๊อปปิ้งและที่แสดงแฟชั่นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
งานแสดงแฟชั่นของเหล่านายแบบ-นางแบบชั้นนำของโลก
ที่ทำให้เมืองมิลานได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแฟชั่นก็จัดขึ้นที่นี่
ชั้นบนสุดของอาคารจะเป็นโรงแรมที่พักสำหรับนายแบบ-นางแบบที่มาแสดงในงาน
ช่วงไหนที่มีงานสังเกตได้ไม่ยาก เพราะจะมีผู้คนเต็มลานดูโอโม บ้างมาเที่ยวชมงาน บ้างมารอดูนายแบบ-
นางแบบที่ตนชื่นชอบ
กัลเลเรีย วิตตอริโอ เอมานูเอเล 2 สร้างขึ้นโดย จูเซ็ปเป้ เมนโกนิ ( Giuseppe Mengoni ) ระหว่างปี
ค.ศ. 1865-1877 ใช้เวลาก่อสร้าง 12 ปี จัดว่าเป็นอาคารหลังแรกของยุโรป ที่ใช้กระจกและโครงเหล็ก
ในการก่อสร้าง ส่วนพื้นตกแต่งด้วยโมเสดเป็นรูปทวีปต่างๆ และลวดลายอื่นๆที่งดงามมาก
ภายในเป็นโดมแก้วมีห้างร้านต่างๆ มากมาย ที่สามารถเลือกซื้อสินค้าแบรนด์เนมต่างๆได้
หากไม่คิดจะซื้อหาอะไรก็สามารถเดินเล่นชมความโอ่อ่างดงามของอาคาร
ซึ่งเปรียบเหมือนห้องนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจของเมืองมิลาน
เพราะนอกจากภายในจะมีร้านค้าแล้วยังมีร้านกาแฟ ร้านอาหาร ที่สามารถนั่งพักผ่อนได้
จากกัลเลเลเรียฯ ทะลุออกไปอีกด้านจะเจอโรงอุปรากรชื่อก้องโลกที่รู้จักกันในนาม ลาสกาลา
( Teatro alla Scala) สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1776-1778 เป็นที่แสดงอุปรากรของศิลปินเอกของโลก
หลายยุคหลายสมัยที่เคยมาฝากผลงานไว้ที่นี่ ข้างนอกดูงั้นๆ แต่ข้างในเลิศหรูอลังการมาก
มีที่นั่งทั้งหมด 3,000 ที่นั่ง ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นเหมือนกล่อง 678 ช่อง
เพื่อให้สามารถชมการแสดงได้อย่างชัดเจนจากทุกมุม
ลา สกาลา สร้างบนที่ตั้งของโบสถ์แม่พระแห่งสกาลา ( Santa Maria della Scala ) จึงเป็นที่มาของชื่อดังกล่าว
ทุกปีจะมีธรรมเนียมเริ่มเปิดการแสดงในวันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันฉลองนักบุญอัมโบรซีโอองค์อุปถัมภ ์
์ของชาวเมืองมิลาน และสถานที่แห่งนี้ได้กลายมาเป็นที่พบปะของชนชั้นสูงและเศรษฐีชาวมิลาน
- ภาพอาหารค่ำมือสุดท้าย : ผลงานชิ้นเอกของดาวินชี
ด้านหน้าสกาลาเป็นลานกว้าง มีรูปปั้นของศิลปินที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งของโลกคือ ลีโอนาร์โด ดาวินชี
(Leonardo da Vinci, 1452-1519 ) ในยุคนั้น เจ้าผู้ปกครองเมืองมิลานได้ว่าจ้างดาวินชีชาวเมืองฟลอเรนซ์
ให้มาผลิตผลงานที่เมืองมิลานจะได้ไม่มีคู่แข่ง เนื่องจากที่เมืองฟลอเรนซ์มีศิลปินเอกมากมาย เช่น มิเคลันเจโล
(Michelangelo Buonarroti, 1475-1564)

ผลงานชิ้นสำคัญก้องโลกของดาวินชีคือ ภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย ( L ultima cena )
ที่ผนังห้องอาหารโบสถ์แม่พระแห่งพระหรรษทาน (Santa Maria delle Grazie)
ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก
เป็นพียงแห่งเดียวในเมืองมิลานที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก
ภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย วาดโดยใช้เทคนิคการวาดภาพแบบ สีฝุ่นผสมน้ำมันซึ่งดาวินชีเพิ่งค้นพบ
และการทดลองใช้เป็นครั้งแรก นัยว่า เพื่อให้สีอยู่ทนนาน แทนที่จะเขียนแบบปูนเปียก ( Fresco )
อย่างที่นิยมกันในสมัยนั้นผลก็คือปัจจุบันภาพนี้อยู่ในสภาพที่แย่มากต้องซ่อมแซมหลายครั้ง และยัง
เป็นที่ถกเถียงกันว่าวิธีการของดาวินชีเป็นวิธีที่ทำให้สีทนนานขึ้นหรือว่าทำให้อายุสั้นลง
ดาวินชีเริ่มลงมือวาดนี้ในปี ค.ศ. 1495 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1498 ใช้เวลาวาดกว่า 3 ปี ภาพนี้กว้าง 9 เมตร
สูง 4.5 เมตร เป็นฉากที่บรรยายถึงอาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูเจ้ากับบรรดาสาวกทั้ง 12
ก่อนที่จะถูกจับตรึงกางเขน ในภาพดาวินชีแบ่งสาวกออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 3 คน มีพระเยซูเจ้าอยู่ตรงกลาง
สาวกแต่ละคนล้วนมีท่าทางที่ไม่ปกติ บางคนดูประหลาดใจ ตื่นตระหนก สงสัย โดยเฉพาะ ยูดาส
ที่อยู่ในเงามืดและมีท่าทีสับสนซึ่งสอดคล้องกับพระคัมภีร์ที่พระเยซูเจ้าทรงทำนายว่า
คนหนึ่งในสาวกจะทรยศพระองค์
ก่อนหน้านั้นเคยมีจิตรกรวาดภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้ายเอาไว้มากมาย แต่มักใส่อะไรที่เกินจริงเข้าไปในภาพ
ที่พบเห็นกันมากคือ การวาดรัศมีที่ศีรษะของทุกคนยกเว้นยูดาส แต่ภาพวาดของดาวินชี เน้นที่ความสมจริง
และแฝงการสื่อความหมายลงในภาพอย่าแยบยล จึงได้รับการยกย่องเป็นผลงานชิ้นเอกของโลกศิลปะ
ภาพอาหารค่ำมื้อสุดท้าย กลายเป็นที่สนใจอย่างมากอีกครั้งในปี ค.ศ. 2003 เมื่อ แดน บราวน์ (Dan Brown)
นักเขียนชาวอเมริกันได้หยิบไปแต่งเป็นหนังสือนิยายแนวลึกลับ-สืบสวนเรื่อง รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci
Code) โดยนำเสนอข้อมูลที่เกิดจากจินตนาการของตนที่ขัดกับคำสอนของพระศาสนจักร
และบริษัทโคลัมเบียพิคเจอร์สได้นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 2006
จนกลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากถึงความเหมาะสมและความถูกต้องของข้อมูล แต่คนที่ร่ำรวย
และได้ประโยชน์ไปเต็มๆ คือแดน บราวด์กับบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ อย่างไรก็ดี เนื้อหาที่เกี่ยวกับศาสนาใน
รหัสลับดาวินชี ได้ปลุกพระศาสนจักรในจังหวะเวลาที่เหมาะสมและเชื้อเชิญคริสตชนให้หันมามองจุดกำเนิด
และประวัติศาสตร์ของตนด้วยสายตาใหม่ ทั้งในด้านดีและด้านเลว อันเป็นสิ่งที่เราไม่ค่อยได้กระทำกันบ่อยนัก
นอกจากนี้ยังพลอยทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในยุโรปคึกคักตามไปด้วย บริษัทนำเที่ยวหลายแห่ง
จัดโปรแกรมนำเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในหนังสือ รวมถึงโบสถ์แม่พระแห่งพระหรรษทานในเมืองมิลาน
อันเป็นที่ตั้งของภาพวาดอมตะดังกล่าว
อย่างไรก็ดี แม้ไม่มีกระแสเรื่อง รหัสลับดาวินชี เมืองมิลานก็มีเรื่องราวและสถานที่อีกมากมาย
ให้เที่ยวชมและเขียนถึงซึ่งคงไม่สามารถพูดถึงได้ทั้งหมดในครั้งเดียว
ไว้โอกาสหน้าจะเก็บมาฝากอีก แต่ครั้งนี้คงจะต้องจบแค่นี้ก่อน
Don Daniele เขียน
Milano, 20 agosto 2008