" รักในหลวง ห่วงชุมชน
คนของแผ่นดิน
สร้างถิ่น ไทยเจริญ"


เราจัดทำเพื่อบริการสาธารณะชุมชน
ไม่หวังผลทางธุรกิจ

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. คลื่นชุมมชนฮิตร้อยเปอร์เซ็นต์ " ฟังทุกวัย สุขใจทุกวัน "
จากใจเจ้าบ้าน
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ
เราจะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
เพื่อความสุขของทุกท่าน
เราหวังเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะสร้างรอยยิ้ม
ในทุกครั้งที่ท่านแวะเยี่ยมเรา
Google
                  เยือนดินแดนภารตะ สักการะสถาน ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

       ตอนที่ 2
      แม่น้ำเนรัญชรา


ประสงค์ เนืองทอง  
เรียบเรียง                   

    

ชมภาพพิเศษขนาดใหญ่แม่น้ำเนรัญชราและแม่น้ำคงคา

แม่น้ำเนรัชรา


         แม่น้ำเนรัญชราไหลผ่านแคว้นมคธ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมซึ่งตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำเนรัญชรา อันเป็นภูมิสถานที่สงบน่ารื่นรมย
์พระมหาบุรุษทรงเลือกที่แห่งนี้เป็นที่บำเพ็ญเพียร ทรงประทับอยู่ ณ ที่นี้ นานถึง ๖ ปี พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาและเปลี่ยน
มาทรงดำเนินในมัชณิมาปฏิปทา จนได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธญาณ ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแห่งนี้



      แม่น้ำเนรัญชรา ชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่า "ลิลาจัน" มาจากคำสันสกฤตว่า " ไนยรัญจนะ" แปลว่า แม่น้ำที่มีสีใสสะอาด
แม่น้ำสำคัญในพุทธประวัติ ณ.จุดนี้นักโบราณคดีสัณนิษฐานว่าเป็นจุดที่เจ้าชายสิทธัตทะ ทำการอธิษฐานลอยถาดข้าวมธุปายาส
ของ นางสุชาดา ว่าหากการบำเพ็ญเพียรในครั้งนี้จะสำเร็จมรรคผล ก็ขอให้ถาดข้าวจงลอยทวนน้ำขึ้นไปด้วยเถิด   เกิดอัศจรรย์
์ถาดข้าวลอยทวนน้ำขึ้นไปจริง กล่าวคือ แม่น้ำเนรัญชรา เป็นแม่น้ำที่พระโพธิสัตว์ พระสมณศากยะบุตร ได้ทรงลอยถาดทอง
( ที่นางสุชาดาได้มา ถวายข้าวมธุปายาส) ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ก่อน พุทธศักราช 45 ปี. เวลาประมาณเที่ยงวัน,
แล้วทรงอธิษฐานว่า “ ถ้าแม้จะได้ตรัสรู้ อนุตตรสัมมา สัมโพธิญาณ ก็ขอให้ถาดทองนี้ จงลอยทวนกระแสน้ำ ขึ้นไป” เมื่อถาดนั้น
ได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป จริงๆ จึงทำให้พระโพธิสัตว์เจ้า ทรงเชื่อมั่นว่า คงจะได้ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แน่นอน.
จากนั้นพระองค์ จึงได้เสด็จข้าม แม่น้ำเนรัญชรา มายังฝั่งตรงข้าม ซึ่งอยู่ทาง ทิศตะวันตก อันเป็นตำบลพุทธคยา เพื่อมาตรัสรู้ ณ ฝั่งนี้.


แม่น้ำเนรัญชราเกี่ยวข้องกับการลอยถาดของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะตรัสรู้ ตามเรื่องที่ยกมานี้

       นางสุชาดาเป็นลูกสาวนายบ้าน ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเมื่ออยู่ในวัยสาวนางได้ไปขอพรจากเทพเจ้าที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่วว่า
" ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีตระกูลเสมอกัน ขอให้ข้าพเจ้าได้บุตรชายในครรภ์แรกถ้าได้สมปรารถนาแล้วข้าพเจ้าจะทำข้าวธุปายาส
มาถวาย"


      เมื่อนางได้สมปรารถนาแล้ว จึงหุงข้าวมธุปายาสเพื่อแก้บน ก่อนถึงวันหุง นางสั่งคนงานให้ไล่ต้อนฝูงโคนม จำนวน หนึ่งพันตัว
เข้าไปเลี้ยง ในป่าชะเอมเครือ กินอิ่มแล้วไล่ต้อนออกมา แล้วแบ่งแม่โคออกเป็น ๒ ฝูง ฝูงละ ๕๐๐ ตัว แล้วรีดเอานมจากแม่โคฝูงหนึ่ง
มาให้แม่โคอีกฝูงหนึ่งกิน แบ่งและคัดแม่โคนมอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปจนเหลือแม่โคนม ๘ ตัว จากนั้นจึงรีดนมจากแม่โคนมทั้ง ๘
มาหุงข้าวมธุปายาส

         จากนั้น นางสั่งให้สาวใช้ไปปัดกวาดบริเวณต้นไทร นางทาสีไปแล้วได้เห็นมหาบุรุษผิวพรรณดังทองนั่งอยู่ใต้ต้นไทร นางรีบ
กลับมารายงานให้นางสุชาดาทราบ ว่าเวลานี้รุกขเทพเจ้าที่จะรับเครื่องสังเวยได้สำแดงกายให้ปรากฎ นั่งรออยู่ที่โคนต้นไม้แล้วเจ้าค่ะ
นางสุชาดาดีใจเป็นกำลัง จึงยกถาดทองคำมาใส่ข้าวมธุปายาสขึ้นทูนหัว เดินมาที่ต้นไทรพร้อมกับนางทาสี ก็ได้เห็นจริงอย่างนางทาสีเล่า
นางจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาส เข้าไปถวาย อาจารย์บางพวกเล่าว่า นางสุชาดารู้ว่าไม่ใช่เทวดา แต่เป็นมหาบุรุษออกแสวงหาโมกข์ธรรม
นางจึงกล่าวว่า มโนรถของดิฉันสไเร็จแล้ว ฉันใด ขอให้มโนรถของพระองค์จงสำเร็จ ฉันนั้นเถิด"


          เมื่อนางสุชาดากลับแล้ว พระมหาบุรุษเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงถือถาดทองข้าวมธุปายาสเสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
ทรงลอยถาด และอธิฐานว่า "ถ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธฌจ้าแล้วไซร์ ขอให้ถาดจงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป"


      ทางซ้ายมือคือแม่น้ำเนรัญชรา ขณะ(นี้)น้ำลงแห้ง จะเห็นกว้างไกล ทีเดียว แสดงว่าแม่น้ำน่าจะไม่ลึกแต่กว้าง ตรงสุดขอบฟ้า
จะเห็นสะพานข้ามแม่น้ำ






       ถาดได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก ไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง ถาดนั้นจึงจมดิ่งหายไปจนถึงพิภพของพญานาคราช
กระทบกับถาดของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์ กาฬนาคราชหลับมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าในอดีต จะตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงถาด
พอได้ยอนก็รู้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดในโลกแล้ว คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อได้ยินเสียงถาดของมหาบุรุษก็งัวเงียขึ้นแล้งงึมงำว่า
"เมื่อวานนี้พระชินสีห์ ( หมายถึงพระกัสสปพุทธเจ้า) อุบัติขึ้น ในโลกพระองค์หนึ่งแล้ว ใยวันนี้มาเกิดอีกพระองค์หนึ่งเล่า "
ลุกขึ้นมาไหว้พระพุทธเจ้าองค์ใหม่แล้วก็หลับต่อไปอีก

    การเสด็จจากฝั่งบ้านนางสุชาดา มายังฝั่งพุทธคยาที่ตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ พระสมณโคดม ได้เสด็จพระราชดำเนิน ข้ามแม่น้ำเนรัญชรา
จากฝั่งบ้านนางสุชาดา มายังฝั่งที่ทรงตรัสรู้นั้น, ท่านนักปราชญ์หลายท่าน ได้วิจารณ์ถกเถียงกันว่า พระองค์มาได้อย่างไร? นั่งเรือมา หรือเหาะมา หรือเดินบนน้ำมา.

    เมื่อดูจาก ภาพหินสลักจารึก พระพุทธประวัติ แบบอมราวดี ในสมัยอันธระ พ.ศ. 400-700 ( หรือในหนังสือ ภาพพุทธประวัติ
จากหินสลัก หน้า 166)
เป็นภาพแสดงการเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัชรา ไปยังฝั่งพุทธคยา ในวันก่อนหน้าที่จะตรัสรู้,




       จะเห็นว่า มีแม่น้ำอยู่ที่กลางภาพ  ตอนบนมีน้ำไหล จนนกต้องบินอยู่เหนือน้ำ, ส่วนตอนล่าง น้ำหยุดชะงัก  ตั้งขึ้นเป็นสันสูง ทำให้แผ่นดินแห้ง จะเห็นว่าแม้แต่นก ก็ยังลงจับที่พื้นดิน ใกล้กับพระบาท ของพระโพธิสัตว์ (มีแต่รอยพระบาท) ที่เสด็จพระราชดำเนิน
ข้ามแม่น้ำไปได้ โดยสะดวก ก็จะสรุปได้แน่นอนว่า พระองค์ได้เสด็จ พระราชดำเนิน ข้ามแม่น้ำเนรัญชรา มาตามสันทรายบางตอน ที่มีน้ำตื้นเขิน มายังฝั่งพุทธคยา เพื่อการตรัสรู้ .


        แม่น้ำเนรัญชราในปัจจุบัน  น้ำได้แห้งไปหมดแล้ว, เหลืออยู่แต่ทราย ใต้ท้องน้ำเท่านั้น มองเห็นจนสุดสายตา
ความกว้างของแม่น้ำ ประมาณด้วยสายตา ไม่น้อยกว่า 1-2 กม. 

      แม่น้ำเนรัญชรา มีความกว้างมาก แต่คงจะไม่ลึกนัก เมื่อมีการพัดพา เอาทรายจากบริเวณ ที่ราบสูงมาทับถมกัน นานๆเข้าก็คง
จะทำให้แม่น้ำนี้ ตื้นเขินมากขึ้น  จนในที่สุด ก็เกือบจะไม่เป็นร่อง หรือทางให้น้ำได้ไหล อีกต่อไป เมื่อสังเกตดู จะเห็นว่า ท้องน้ำกับฝั่ง
มีพื้นราบ เกือบจะเสมอกันอยู่แล้ว



    การเดินข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ไปยังฝั่งตรงกันข้าม คือตำบล อุรุเวลาเสนานิคมนั้น ได้เดินลง จากท่าน้ำวัดมหันต์ ( เป็นท่าน้ำเก่าแก
่ ซึ่งใช้กันมานาน ตั้งแต่เมื่อครั้ง   ที่แม่น้ำเนรัญชรายังมีน้ำอยู่ ).



      ตลอดทางเดิน ที่ข้ามแม่น้ำอันไกลนี้ มักมีพวกเด็กๆ แขก เดินตามกันเป็นพรวน บ้างก็เดินตามไปเฉยๆ เพราะความอยากรู้ อยากเห็น
ว่าชนชาวต่างประเทศ แปลกๆพวกนี้ เขามาทำอะไรกัน แต่ส่วนมากเดินตามไป เพราะต้องการขอเงิน หรือสิ่งของ ชาวต่างชาติที่มาจาริก
มักจะได้รับคำบอกเล่า เรื่องขอทาน กันแปลกๆ และมักได้รับคำเตือน อย่างเข้มงวดว่า “ ห้ามยื่นเงิน ให้ขอทานเด็ดขาด” ถ้าท่านให้
ขอทานคนหนึ่งแล้ว ขอทานคนอื่นๆ จะพากันเฮโลรุมทึ้งท่าน จนท่านต้องได้รับ บาดเจ็บทีเดียว. เมื่อยิ่งเดิน กลุ่มขอทานก็ยิ่งมากขึ้น
ประมาณ 10-20 คน มีตั้งแต่เด็กๆ 4-5 ขวบ จนถึงผู้ใหญ่ ที่อุ้มลูกขอทาน.

      เด็กๆมักไม่เดินตามไปเฉยๆ แต่มักจะดึงไม้ ดึงมือบ้าง ล้อมหน้าล้อมหลังบ้าง บางคนร้องขอเงิน บางคนเดินตามไปเรื่อยๆ ชี้นั่นชี้นี่
ี่คุยให้ฟัง อย่างนั้นอย่างนี้ แสดงความคุ้นเคย กับพวกที่มาจาริกก่อน เผื่อว่าเสร็จการเดินทางแล้ว พวกที่มาจาริก คงเมตตาให้รูปีบ้าง.

      เด็กแขกบางคนก็พูดว่า “ สวัสดี ๆๆๆ” แทนคำว่า “ บักซี่ๆๆๆ” จนบางคนรำคาญ เอามากๆ บ่นออกไปว่า รู้แล้ว พูดอะไรซ้ำๆซากๆ.
เด็กพวกนี้ต้องพูดอยู่อย่างนี้ เป็นการเรียกร้อง ความสนใจมากกว่า. เมื่อพวกที่มาจาริกเฉยๆ ไม่แสดงความสนใจ เขาก็พยายามมาพูดด้วย
และก็พูดภาษาไทย เป็นอยู่คำเดียวคือ “ สวัสดี” ในชีวิตจริงๆ ของเขาแล้ว คงไม่ได้รับความสนใจ จากใครเลย ชีวิตเด็กขอทานแขก
นี่มันช่างน่าสมเพช เวทนาเสียจริง. หลายท่าน เคยตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมในพระสูตรต่างๆ เวลาพูดอะไรๆ  ก็ต้องพูด ซ้ำๆกันถึง 3 ครั้ง.
ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น พอมาเห็นการพูด ของเด็กแขกพวกนี้ จึงได้คิดว่า นั่นคงเป็นธรรมเนียม หรือประเพณีของ  ชาวอินเดีย
ต้องพูดอะไรซ้ำๆถึง 3 ครั้ง จึงจะถือว่าพูดจริง ไม่ใช่เป็นเพียงแต่การพูด ตามมรรยาทเท่านั้น. การเดินตาม ของเด็กขอทานแบบนี้ ส่วนมาก
มักก่อความรำคาญ มากกว่าที่จะก่อให้เกิด ความเมตตา การเดินล้อมหน้า ล้อมหลัง ฉุดมือ ฉุดเสื้อ เหล่านี้ ทำให้หาความสงบไม่ได้
และก็มักไม่ให้รูปีด้วย


             ในขณะที่ กำลังเดินข้ามแม่น้ำ ถ้าลองมองออกไปไกลๆ บางที ยังได้เห็นแขก ออกมานั่งถ่ายอุจจาระกัน บนหาดทรายนี้.
เรื่องการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะนี้ แขกถือว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ เหมือนกับ การล้างหน้าแปรงฟัน เพราะเขาสามารถทำรวมกัน
และพร้อมๆกันได้ ทีละหลายๆคน. บางทีก็จะนั่งล้อมวง คุยกันกลางดิน กลางทราย แล้วต่างคน ก็ต่างปฏิบัติภาระกิจของตน ไปพลาง.
แขกที่เป็นชาวบ้าน มักไม่มีส้วมใช้ แต่ก็ไม่เห็นเขา จะเดือดร้อน เพราะเขาจะถ่าย ที่ไหนก็ได้. การเดินทาง ท่องไปในท้องทรายนี้
ควรเดินในตอนเช้า ถ้ายิ่งสาย ทรายจะร้อนมาก เดินไม่สะดวก และควรเลือกใช้รองเท้าแตะ ไม่ควรใช้รองเท้าหุ้มส้น
จะทำให้ต้องคอยเททราย ที่เข้าไปในรองเท้านั้น.  
 






แหล่งข้อมูลอื่น

  • เว็บไซต์วัดไทยพุทธคยา
  • http://th.wikipedia.org
  • http://www.gpo.or.th
  • http://www.larnbuddhism.com
  • http://www.dhammathai.org
  • http://xchange.teenee.com

อ้างอิง

  • 50 ปี วัดไทยพุทธคยา อินเดีย. กรุงเทพฯ  : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2550. ISBN 978-974-9985-73-1
  • สูจิบัตรงานฉลองวัดไทยพุทธคยา 50
  • ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา
  • เอื้อเฟื้อภาพ โดย พระมหาธนู จนฺทเมที วัดโพธิ์ศรี อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
  • ประสานงาน พระอาจารย์ประถม อคฺธมโม วัดศิริมงคล บ้านโคกม่วง ต.นาโพธิ์ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร
  • พรชัย พรพิทักษ์สิทธิ์ ภาพจาก Board http://www.pantown.com/

 

ประวัติพระพุทธเจ้า   แม่น้ำเนรัญชรา   นางสุชาดา

 สถานที่ประสูติ   ตรัสรู้(พุทธคยา)   อิสิปตนมฤคทายวัน  ปรินิพพาน  


   กลับหน้าหลัก

แสดงความคิดเห็น-เสนอแนะ



                       

 

" รอยยิ้มของท่าน คือความใฝ่ฝันของเรา "

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. 74 หมู่ 11 ต.นาโพธิ์ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร 47210 โทร 0-4276-9204
Copyright ? 2007 PSN Studio. All rights reserved
พัฒนาโดย
Webmaster@naphoradio.com