นางสุชาดา
นางสุชาดาเป็นธิดาของเสนียะ ( เสนานิกุฏุมพี) ผู้มีทรัพย์ซึ่งเป็นนายใหญ่แห่งชาวบ้านเสนานิคม ตำบลอุรุเวลา เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยสาวนางได้ทำพิธีบวงสรวงต่อเทพยดาที่สิงสถิต ณ
ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งใกล้บ้านของนาง
โดยได้ตั้งปณิธาน
ความปรารถนาไว้ ๒ ประการ คือ:-
๑. ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีบุญ มีทรัพย์สมบัติ และมีชาติสกุลเสมอกัน
๒. ขอให้ข้าพเจ้ามีบุตรคนแรกเป็นชาย
ถ้าความปรารถนาของข้าพเจ้าทั้ง ๒ ประการ สำเร็จสมบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าจะทำพลีกรรม
แก่ท่านด้วยของอันมีค่าหนึ่งแสนหกปณะ
ครั้นการต่อมา ความปรารถนาของนางสำเร็จทั้งสองประการ โดยได้สามีเป็นเศรษฐีมีฐานะเสมอกัน และได้บุตรคนแรกเป็นชายนามว่า
ยสะ นางได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนลูกชายแต่งงานแล้ว จึงปรารภที่จะทำพลีกรรมบวงสรวงสังเวยเทพยดาด้วยข้าวมธุปายาส
ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ โดยนางได้ประกอบพิธีหุงข้าวมธุปายาสแล้วให้นางทาสีสาวให้ไปปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณโคนต้นไทรนั้น

ในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้านามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดใน เรือนสกุล กรุงหังสวดี ต่อมา นางฟังธรรมกถาของพระศาสดา เห็นพระศาสดา ทรงสถาปนาอุบาสิกาผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถึงสรณะก่อนอุบาสิกาทั้งปวง จึงทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น
นางเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป บังเกิดในครอบครัวของกุฎุมพีชื่อเสนียะ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ก่อนพระศาสดา
ของเราบังเกิด เจริญวัยแล้วได้ทำความปรารถนาไว้ ณ ต้นไทรต้นหนึ่งว่า
ถ้านางไปมีเหย้าเรือนกะคนที่เสมอๆ กัน ได้บุตรชายในท้องแรกจักทำพลีกรรมประจำปี ความปรารถนาของนางก็สำเร็จ

เมื่อพระมหาสัตว์ทรงทำทุกรกิริยาครบปีที่ ๖ ในวันวิสาขปุณณมี นางมีความประสงค์จะทำพลีกรรมในวันเพ็ญเดือน ๖ และก่อนหน้า
นั้นแหละ ได้ปล่อยแม่โคนมพันตัวให้เที่ยวไปในป่าชะเอม ให้แม่โคนม ๕๐๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑ ,๐๐๐ ตัวนั้น
แล้วให้แม่โคนม
๒๕๐ ตัว ดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๕๐๐ ตัวนั้นรวมความว่า นางต้องการความข้นความหวาน และความมีโอชะของน้ำนมจึงได้กระทำการ
หมุนเวียนไป จนกระทั่งแม่โคนม ๘ ตัวดื่มน้ำนมของแม่โคนม ๑๖ ตัว ด้วยประการฉะนี้ ในวันเพ็ญเดือน ๖ นางคิดว่า จักทำพลีกรรม
ตั้งแต่เช้าตรู่ จึงลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งของราตรี แล้วให้รีดนมแม่โคนม ๘ ตัวนั้น ลูกโคทั้งหลายยังไม่ทันมาใกล้เต้านมของแม่โคนม แต่เมื่อพอนำภาชนะใหม่เข้าไปที่ใกล้เต้านม ธารน้ำนมก็ไหลออกโดยธรรมดาของตน
นางสุชาดาเห็นความอัศจรรย์ดังนั้น จึงตักน้ำนมด้วยมือของตนเองใส่ลงในภาชนะใหม่ แล้วรีบก่อไฟด้วยมือของตนเอง เมื่อนางกำลัง
หุงข้าวปายาสนั้นอยู่ ฟองใหญ่ๆ ผุดขึ้นไหลวนเป็นทักษิณาวัฏ น้ำนมแม้จะแตกออกสักหยาดเดียว ก็ไม่กระเด็นออกไปข้างนอก ควันไฟ
แม้มีประมาณน้อยก็ไม่ตั้งขึ้นจากเตาไฟ

สมัยนั้น ท้าวจตุโลกบาลมาถือการอารักขาที่เตาไฟ ท้าวมหาพรหมกั้นฉัตร ท้าวสักกะทรงนำดุ้นฟืนมาใส่ไฟให้ลุกโพลงอยู่ เทวดาทั้งหลายรวบรวมเอาโอชะ
ที่สำเร็จแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวารมาใส่ลงใน
ข้าวปายาสนั้น ด้วยเทวานุภาพของตนๆ เสมือนคั้นรวงผึ้งซึ่งติดอยู่ที่ท่อนไม้ถือเอาต้นน้ำหวานฉะนั้น
จริงอยู่ ในเวลาอื่นๆ เทวดาทั้งหลายใส่โอชะในทุกๆ คำข้าว แต่ในวันบรรลุพระสัมโพธิญาณ และวันปรินิพพานใส่ลงในหม้อเลยทีเดียว
นางสุชาดาได้เห็นความอัศจรรย์มิใช่น้อย ซึ่งปรากฏแก่ตนณ ที่นั้น ในวันเดียวเท่านั้น จึงเรียกนางปุณณาทาสีมาพูดว่า
นี่แน่ะแม่ปุณณา วันนี้เทวดาของพวกเราน่าเลื่อมใส่ยิ่งนัก เพราะว่าเราไม่เคยเห็นความอัศจรรย์เห็นปานนี้ ในเวลามีประมาณเท่านี้ เธอจงรีบไปปัดกวาดเทวสถานโดยเร็ว นางปุณณาทาสีรับคำของนางแล้วรีบด่วนไปยังโคนไม้
ในตอนกลางคืนวันนั้น แม้พระโพธิสัตว
์ก็ได้ทรงเห็นมหาสุบิน ๕ ประการ เมื่อทรงใคร่ครวญดู จึงทรงกระทำสันนิษฐานว่า วันนี้ เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย
เมื่อราตรีนั้นล่วงไป จึงทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระ ทรงคอยเวลาภิกขาจาร
พอเช้าตรู่ จึงเสด็จมาประทับนั่งที่โคนไม้นั้น ยังโคนไม้ทั้งสิ้นให้สว่างไสวด้วยพระรัศมีของพระองค์

ลำดับนั้น นางปุณณาทาสีนั้นมาได้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งที่โคนไม้ มองดูโลกธาตุด้านทิศตะวันออกอยู่ และต้นไม้ทั้งสิ้น
มีวรรณดุจทองคำ เพราะพระรัศมีอันซ่านออกจากพระสรีระของพระองค์ นางปุณณาทาสีนั้นได้เห็นแล้วจึงมีความคิดดังนี้ว่า วันนี้ เทวดา
ของเราเห็นจะลงจากต้นไม้มานั่งเพื่อคอยรับพลีกรรมด้วยมือของตนเอง จึงเป็นผู้มีความตื่นเต้น รีบมาบอกเนื้อความนั้นแก่สุชาดา
นางสุชาดาได้ฟังคำของนางปุณณาทาสีนั้นแล้วมีใจยินดีพูดว่า ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจงตั้งอยู่ในฐานะเป็นธิดาคนโตของเรา แล้วได้ให้
เครื่องอลังการทั้งปวงอันสมควรแก่ธิดา ก็เพราะเหตุที่ในวันจะได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า ควรจะได้ถาดทองใบหนึ่งซึ่งมีราคาหนึ่งแสน
ฉะนั้นนางสุชาดานั้นจึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า เราจักใส่ข้าวปายาสในถาดทองนางมีความประสงค์จะให้นำถาดทองราคาหนึ่งแสนมาเพื่อ
ใส่ข้าวปายาสในถาดทองนั้น จึงรำพึงถึงโภชนะที่สุกแล้ว ข้าวปายาสทั้งหมดได้กลิ้งมาตั้งอยู่เฉพาะในถาด
เหมือนน้ำกลิ้งมาจากใบปทุม
ฉะนั้น ข้าวปายาสนั้นได้มีปริมาณเต็มถาดหนึ่งพอดี

นางจึงเอาถาดใบอื่นครอบถาดใบนั้นแล้วเอาผ้าขาวพันห่อไว้ ส่วนตนประดับประดาร่างกายด้วยเครื่องประดับทุกอย่างเสร็จแล้ว
ทูนถาดนั้นบนศีรษะของตนไปยังโคนต้นไทรด้วยอานุภาพใหญ่ เห็นพระโพธิสัตว์แล้วเกิดความโสมนัสเป็นกำลัง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา
จึงโน้มตัวเดินไปตั้งแต่ที่ที่ได้เห็น ปลงถาดลงจากศีรษะแล้วเปิด (ผ้าคลุม) ออก เอาสุวรรณภิงคาร คนโทน้ำทองคำ
ตักน้ำที่อบด้วย
ดอกไม้หอมแล้วได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ยืนอยู่

บาตรดินที่ฆฏิการมหาพรหมถวาย ไม่ได้ห่างพระโพธิสัตว์มาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ขณะนั้นได้หายไปพระโพธิสัตว์ไม่ทรงเห็นบาตร จึงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกรับน้ำ นางสุชาดาจึงวางข้าวปายาสพร้อมทั้งถาดลงบนพระหัตถ์ของพระมหาบุรุษๆ ทรงแลดูนางสุชาดาๆ กำหนดพระอาการได้ทูลว่า
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ท่านจงถือเอาถาดนั้นไปกระทำตามความขอบใจเถิด ถวายบังคมแล้วทูลว่า
มโนรถของดิฉันสำเร็จแล้ว ฉันใด แม้มโนรถของท่านก็จงสำเร็จ ฉันนั้น นางบริจาคถาดทองซึ่งมีราคาตั้งหนึ่งแสน เหมือนบริจาคใบไม้เก่า
ไม่เสียดายเลย แล้วหลีกไป


พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงวางถาดทองไว้ริมฝั่ง ลงสรงสนานแล้วเสด็จขึ้น ทรงปั้นเป็นก้อนได้ ๔๙ ก้อน
เสวยข้าวมธุปยาสแล้ว ทรงลอยถาดทองลงในแม่น้ำ เสด็จขึ้นสู่โพธิมัณฑสถานตามลำดับ ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ประทับ ณ
โพธิมัณฑสถานล่วงไป ๗ สัปดาห์ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐโปรดแก่ปัญจวัคคีย์แล้ว ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน
ทรงเห็น
อุปนิสัยของเด็กชื่อ ยสะ บุตรของนางสุชาดา จึงเสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง

ไม่ไกลจากป่าอิสิปตนมฤคทายวันมากนัก ตระกูลครอบครัวของนางสุชาดา ได้ตั้งอยู่บริเวณนั้น
เพราะเป็นตระกูลเศรษฐีมีทรัพย์
สมบัติมาก
แต่มีบุตรชายเพียงคนเดียว จึงเอาอกเอาใจบำรุงบำเรอบุตรด้วยกามคุณ ๕ อย่าง พร้อมสรรพ ด้วยหวังจะให้บุตรชายเป็น
ทายาทสืบสกุล ได้สร้างปราสาท ๓ หลัง สำหรับเป็นที่อยู่ใน ๓ ฤดู อีกทั้งมีสาวงามคอยขับร้องประโคมดนตรีขับกล่อมตลอดเวลา
คืนหนึ่ง ยสะนอนหลับก่อนบริวารและสาวขับร้อง ท่ามกลางแสงประทีปส่องสว่างอยู่ บรรดาหญิงนักขับร้องประโคมดนตรีทั้งหลาย
เห็นยสะนอนหลับแล้วจึงคิดว่า บัดนี้เจ้านายก็หลับแล้วพวกเราจะขับร้องประโคมดนตรีกันไปเพื่อประโยชน์อะไร
จึงพากันเอนกายลงนอน
หลับใหลไม่ได้สติ สยะตื่นขึ้นมายามดึกเห็นอาการอันวิปริตต่าง ๆ ของหญิงนักดนตรีเหล่านั้นนอนกันไม่เป็นระเบียบ บ้างก็นอนบ่น
ละเมอเพ้อพึมพำ บ้างก็นอนกรน ดังดูจเสียงกา บ้างก็นอนเปิดร่างในลำดับต่อจากครึ่งราตรี บ้างก็อ้าปากน้ำลายไหล ฯลฯ ไม่เป็นที่เจริญจิต
เจริญใจดังแต่ก่อน ภาพเหล่านี้ปรากฏแก่ ยสะดุจซากศพ ในป่าช้าผีดิบ เกิดความรู้สึกสลดรันทดใจ พูดว่า วุ่นวายหนอ ขัดข้องหนอ และเบื่อหน่ายรำคาญเป็นที่สุด จึงเดินออกจากห้องเดินพลางบ่นพลางออกจากห้องลงบันไดเดิน
ไปอย่างไม่มีจุดหมาย บังเอิญได้เดิน
ไปทาง
ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์
เสด็จเดินจงกรมอยู่ ได้สดับเสียงของยสะเดินบ่นมาเช่นนั้น จึงตรัสว่า"ที่นี่ไม
่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัด
ข้อง เธอจงเข้ามาที่นี่เราจะแสดงธรรมให้ฟัง"ยสะจึงถอดรองเท้าแล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์
ได้สดับ
พระธรรมเทศนา
อนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ จบแล้วได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน

ฝ่ายทางบ้าน พอรู้ว่าลูกชายหายไปจึงรีบส่งคนออกติดตามทั่วทุกทิศ บิดาเองก็ออกติด
ตามด้วยและบังเอิญเดินไปทาง
ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เห็นรองเท้าลูกชายก็จำได้จึงเข้าไปกราบ
ทูลถามพระพุทธองค์ว่าเห็นลูกชายมาทางนี้บ้างหรือไม่
พระพุทธองค์ทรงดำริว่า ถ้าพ่อลูกได้
เห็นหน้ากันก็จะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรม จึงทรงบันดาลด้วยฤทธิ์มิให้พ่อลูกเห็นกัน
ตรัสแก่เศรษฐีว่า ท่านจงนั่งลงก่อนแล้วท่านจะได้เห็นลูกชายของท่าน แล้วทรงแสดง
อนุปุพพิกถา และอริยสัจ ๔
ให้ท่านเศรษฐี ฟัง
ส่วน ยสะก็ได้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจบลงเศรษฐีได้
บรรลุพระโสดาบัน ส่วนยสะได้บรรลุพระอรหัตผล พระพุทธองค์ทรงทราบว่า ยสะได้บรรลุ
พระอรหัต ไม่หวนกลับไปครองเพศฆราวาสอีกต่อไปแล้ว จึงทรงคลายฤทธิ์ให้พ่อลูกได้เห็นกัน
เศรษฐีเห็น ยสะลูกชายก็ดีใจ
อ้นวอนให้
กลับบ้าน ด้วยคำว่า ยสะ มารดาของเจ้าเศร้าโศกยิ่งนัก เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าด้วยเถิด แต่พอทราบว่ายสะบรรลุพระอรหัตแล้ว
ก็อนุโมทนา
และขอแสดงคนเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ตลอดชีวิต ได้ชื่อว่า เป็น
อุบาสกคนแรก ที่ถึงพระรัตนตรัย
แล้วกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยยสะให้ไปรับอาหารบิณฑบาตที่เรือนของตนในเช้าวันนั้น และเมื่อทราบว่าพระพุทธองค์ทรง
รับอาราธนาแล้ว จึงกราบทูลลากลับบ้านแจ้งแก่ภรรยาและบริวารในบ้านให้จัดเตรียมอาหาร เพื่อถวายพระ
บรมศาสดาและ ยสะ
ฝ่ายยสะ
เมื่อบิดากลับไปแล้วกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรง
ประทานด้วยพระดำรัสว่า

เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้วเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด โดยไม่มีคำว่า
เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ
เหมือนกับที่ประทานแก่พระปัญจวัคคีย์ เพราะว่ายสะได้สำเร็จเป็น
พระอรหันต์ ตั้งแต่ก่อนบวชนั่นเอง การอุปสมบทแบบนี้เรียกว่า
เอหิภิกขุอุปสัมปทา
เช้าวันนั้น พระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระยสะเสด็จไปยังเรือนของเศรษฐีตามคำอาราธนา ประทับ
บนอาสนะ
ที่จัดเตรียมไว้ มารดาและภรรยาเก่าของพระยสะได้ช่วยกันถวาย
ภัตตาหาร เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถา
และอริยสัจ ๔ ให้สตรีทั้งสองฟัง เมื่อจบลงเธอทั้งสองก็ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบันในพระพุทธศาสนา แสดง
ตนเป็น
อุบาสิกา ขอถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต เธอทั้งสองได้ชื่อว่า เป็นอุบาสิกาคนแรกหรือรุ่นแรกที่ถึงพระรัตนตรัยในพระพุทธศาสนา
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงยกย่องนางสุชาดา (มารดาของพระยสะ) ในตำแหน่งเอตทัคคะ ว่าเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกา
ทั้งหลาย ในฝ่าย ผู้ถึงพระรัตนตรัยก่อนอุบาสิกาทั้งปวง ผู้ถึงสรณะ แล

ภาพชีวิตของคนอินเดีย บริเวณหมู่บ้านของนางสุชาดา ซึ่งทราบว่าแม้ในปัจจุบันก็ยังมี
ญาติตระกูลของนางสุชาดาอาศัยอยู่
หญิงชราอายุประมาณ 80 ปี บริเวณหมู่บ้านของนางสุชาดา

หญิงสาวพื้นบ้านหมู่บ้านที่นางสุชาดาเคยอาศัยอยู่ สังเกตุข้างฝาบ้านคือถ่านธรรมชาติทำจากมูลโคและควายผสมกับฟาง
และใบไม้ แปะกับข้างฝาให้แห้งนำมาเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ไม่ต้องเสียเงินซื้อ มีใช้ตลอดปี บ้านใดมีมากแสดงว่ามีฐานะ

สภาพบ้านเรือนยังคงเป็นเช่นเสมือนสมัยหลายพันปีมาแล้ว
ก่ออิฐสร้างกันเอง อิฐถูกมากในรัฐพิหาร สตรียังคงแต่งตัวตามประเพณีดั่งเดิม
หมู่บ้านที่นางสุชาดาเคยอาศัยอยู่ในสมัยพุทธกาล นี่คือสภาพของหมู่บ้านปัจจุบัน
บ้านนางสุชาดา สุชาฎากุฎี ผู้ถวายข้าวมธุปายาสแก่เจ้าชายสิทธัตถะ ที่ใต้ต้นไทร ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี จะเห็นลักษณะเนินดินสูงประมาณ ๓ เมตร ที่ได้รับการขุดค้นทางโบราณคดีและก่ออิฐขึ้นรูปไว้ให้พอมองเห็น
เค้าโครงคล้ายสถูป เชื่อกันว่าพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นผู้สร้าง ฉันชื่นชมประเทศอินเดียมากเรื่องโบราณสถาน เพราะจะไม่มีการล่วงล้ำ
กร้ำกรายหรือบุกรุกเด็ดขาด จะปล่อยให้เป็นสมบัติของชาติโดยไม่ทำอะไรรุกล้ำแนวเขต ฉันเห็นผู้หญิงใช้ศีรษะทูนของเดินกันเป็นแถว
นี่เองคงเป็นที่มาของคำว่า เมืองแห่งคนใช้หัว ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่เกินความเป็นจริงเลย

สถูปคุณย่าสุชาดา ที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ดำริให้สร้างขึ้น




และที่บ้านนางสุชาดาเช่นกัน ขบวนการขอทานเริ่มปฏิบัติการเพียงแต่ยังไม่รุนแรง มีขอทานตาม ขอรถมาหลายช่วงอายุคน ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน บางคนใช้ภาษามือ
และส่งสายตาเว้าวอน พร้อมพูดว่า อาจ๊าน อาจาน หรือไม่ก็เรียกว่า รานี, มหารานี
โอ..ฉันควรจะภาคภูมิใจไหมนี่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นถึงรานี ส่วนบางคนที่พูดอังกฤษได้ก็ขอรับบริจาคเงินให้โรงเรียน เป็นต้น
และที่ตรงนี้ พ่อค้าหนุ่มแขก สีผิวเข้มข้น ตาคม เดินขาย สร้อยคอที่ทำจากเรซิ่นมา ๑๒ เส้น สนนราคา ๑๐๐ บาท จากราคาที่บอก
ครั้งแรก ๕๐๐ บาท


บ้านนางสุชาดา นางคนที่ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้ เค้าว่านางสุชาดา สวยงามทุกประการ ขนาดแก่ตัวนั่งในหมู่ลูกหลาน ยังแยกนางไม่ออกเลย ชอบบ้านที่นี่สวยอยู่ในทุ่งนา ไกลๆเป็นภูเขา วิวดีจริงๆ

มีบางตำนานกล่าวถึงนางสุชาดาในอดีต (ก่อนภพนี้) หลังจากสิ้นบุญแล้วเกิดใหม่ว่า...
เนิ่นนานมาแล้ว..เป็นยุคที่โลกเริ่มเปลี่ยนจากกัปป์ว่างเข้าสู่กัปป์ที่มีสิ่งมีชีวิตเริ่มปรากฎขึ้น
มีชายผู้หนึ่งนามว่ามาฆะมาณพ
มีภรรยา 4 คน คือนางสุธรรมา นางสุจิตตา นางสุนันทา นางสุชาดา
มาฆะมาณพมีความคิดในการสร้างการกุศล โดยช่วยเหลือผู้อื่น
เช่นทำถนน
หนทาง ก่อกองไฟให้เด็กและคนแก่ผิงไฟคลายหนาวเป็นต้น
และหลังจากนั้นข่าวการทำความดีก็แผ่ออกไป...มีเพื่อนๆมาร่วมสมัครใจ
ทำการบุญกับมาฆะมาณพจำนวนประมาณ 33 คน
และร่วมกันสร้างคุรธรรมเช่นการเลี้ยงดูพ่อ-แม่
ฝ่ายภริยาทั้งสามก็ร่วมทำบุญสร้างศาลา
สระโบกขรณี ถนนหนทาง..แต่ภรรยาคนที่ 4 ไม่สนใจการบุญ
เพราะเธอรักสวยรักงาม ใม่ค่อยใส่ใจเพราะถือว่าสามีรักมาก..
หลังจากสิ้นบุญในโลกมนุษย์ไปแล้ว มาฆมาณพและเหล่าเพื่อนๆ 33 คน และหล่าภรรยาที่สร้างการบุญด้วยกันก็ไปเกิดบนสวรรค์
ยกเว้นแต่นางสุชาดาที่ไปเกิดเป็นนางนกกระยางขาว

มาฆะมาณพก็ได้ชื่อใหม่ว่าองค์อัมรินทร์.และเป็นประมุขแดนสวรรค์...จึงเรียกสวรรค์ชั้นนั้นว่า ไตรตึงส์ ( ดาวดึงส์)
และวันหนึ่งก็นึกถึงนางสุชาดาที่ไปเกิดเป็นนกกระยางขาว...ก็ค้นหาและพานางสุชาดาไปชมสวรรค์...เหล่าพี่ๆที่เป็นภรรยา
มาฆะมาณพพมาด้วยกันก็ใจดีมีเมตตาชี้ให้เห็นว่า...เพราะน้องชอบแต่งตัวสวยอย่างเดียวบุญก็ไม่ทำแล้วเห็นรึไม่ว่าผลก็เป็น
ที่่น่าเสียดาย...นางสุชาดาก็เสียใจ...พระอินทร์ก็พานางมาส่งที่โลกของและให้นางนกกระยางขาว
รักษาศีล 5 แล้วท่านพระอิมนทร์จะมารับเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม...
นางก็ตั้งใจรักษาศีล๕ ละปาณาติบาต ไม่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร และเพราะวิสัยนกต้องกินปลา...พอไม่ได้กินไม่นานก
็เสียชีวิต
แล้วนางก็ได้ไปเกิดในแดนสวรรค์ อยู่ข้างกายองค์อัมรินทร์สมความปราณนา
นางนกกระยางขาว ได้ขึ้นไปเห็นสวรรค์
มาแล้ว เมื่อกลับมา นางจึงตั้งใจรักษาศีล แลกด้วยชีวิต
เพราะนางประจักษ์แล้วว่า อัตตภาพในปัจจุบันคับแค้นอึดอัดนัก จึงไม่เสียดายอัตภาพนี้ หมายเอาสุขในแดนสวรรค์เบื้องหน้า
ถ้าหากมีผู้สามารถพามนุษย์ในปัจจุบัน ขึ้นไปชมแดนสวรรค์แบบนั้นได้บ้างแล้ว ชาวมนุษย์คงสละสมบัติทั้งปวงแลกสมบัติสวรรค์
มาตั้งใจรักษาศีลเพื่อจะได้ไปอยู่ในแดนสวรรค์กันทั่วหล้า โลกเราคงจะสงบสุขอย่างยิ่งทีเดียว
นางนกกระยางขาว ได้ขึ้นไปเห็นสวรรค์มาแล้ว เมื่อกลับมา นางจึงตั้งใจรักษาศีล แลกด้วยชีวิต
เพราะนางประจักษ์แล้วว่า
อัตตภาพในปัจจุบันคับแค้นอึดอัดนัก จึงไม่เสียดายอัตภาพนี้ หมายเอาสุขในแดนสวรรค์เบื้องหน้า
ถ้าหากมีผู้สามารถพามนุษย์ในปัจจุบัน
ขึ้นไปชมแดนสวรรค์แบบนั้นได้บ้างแล้ว ชาวมนุษย์คงสละสมบัติทั้งปวงแลกสมบัติสวรรค์
มาตั้งใจรักษาศีลเพื่อจะได้ไปอยู่ในแดนสวรรค์
กันทั่วหล้า โลกเราคงจะสงบสุขอย่างยิ่งทีเดียว