" รักในหลวง ห่วงชุมชน
คนของแผ่นดิน
สร้างถิ่น ไทยเจริญ"


เราจัดทำเพื่อบริการสาธารณะชุมชน
ไม่หวังผลทางธุรกิจ

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. คลื่นชุมมชนฮิตร้อยเปอร์เซ็นต์ " ฟังทุกวัย สุขใจทุกวัน "
จากใจเจ้าบ้าน
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ
เราจะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
เพื่อความสุขของทุกท่าน
เราหวังเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะสร้างรอยยิ้ม
ในทุกครั้งที่ท่านแวะเยี่ยมเรา
Google



วันฉลองนักบุญทั้งหลายวันระลึกถึง-มิสซาแด่ผู้ล่วงลับและการจุดเทียน
  วันฮาโลวีน  ความตาย  ไฟชำระ นรก - สวรรค์

                                                                                                                                                        ประสงค์ เนืองทอง  เรียบเรียง


    



  วันฮาโลวีน 

       วันที่ 31 ต.ค. เป็นวันที่ชาว เคลต์ ( Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่า เป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พ.ย. เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ต.ค. นี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณ
ของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟ
ทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย
      นอกจากนี้ยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดังอึกทึก
เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป


       

ฮาโลวีน เป็นงานฉลองที่เกิดขึ้นปีละครั้ง แต่มันคือการฉลองเพื่ออะไรกัน การจัดงานฉลองที่
น่ากลัว เช่นนี้มันเริ่มต้น ได้อย่างไร หรือว่าเป็นเทศกาลสักการะปีศาจชนิดหนึ่ง หรือจะเป็นแค่เพียง
ร่องรอยของคนนอกศาสนาได้ทำพิธีการทิ้งไว้

      คำว่า " ฮาโลวีน " หมายถึงจิตวิญญาณที่ชั่วร้ายได้หลุดพ้นจากการกักขังซึ่งตรงกับวันที่
31 ตุลาคมของทุกปี ชาวคริสต์นิกายคาทอลิกเชื่อว่าวันที่ 30 ของเดือนตุลาคม เป็นวันที่เต็มไปด้วย
ี่สิ่งที่ไม่ดี ส่วนวันที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน เป็นวันของนักบุญ ชาวคาทอลิกจะเฉลิมฉลองเพื่อ
เป็นเกียรติิแก่นักบุญที่ได้ทำความดี ส่วนในประเทศไอร์แลนด์ในวันที่ 30 ตุลาคม ถือว่าเป็นวันสิ้น
สุดหน้าร้อนอย่างเป็นทางการ และในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์กาลในเมืองเชลติก วันหยุดนี้เรียกว่า
" โซอิน " ซึ่งถือว่าเป็นวันขี้นปีใหม่ของเมืองเชลติกอีกด้วย

      มีเรื่องเล่าว่า มีอยู่วันหนึ่งที่เหล่าจิตวิณญาณทั้งหลายซึ่งตายในปีนี้จะออกจากร่าง   และ ทั้งหมดจะกลับมาเพื่อหาร่างใหม่ที่จะเข้าสิงสู่ในการที่จะกลับไปเกิดใหม่ได้อีกในปีหน้า ซึ่งมันเป็น
วันแห่งความหวังของพวกที่จะได้กลับมาเกิดอีกครั้ง หลังจากการตายไปแล้วคนเชลต์เชื่อกันว่า
กฎและเวลาทั่วจักรวาลจะมีการหยุดชั่วคราวในช่วงเวลานี้    เพื่อทำให้โลกของจิตวิณญาณ
ได้รวมตัวกันพื่อเข้าไปครอบงำคนที่มีชีวิตอยู่

     มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนมีชีวิตอยู่จะไม่ต ้ องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ดังนั้นในคืนวันที่ 31
ของเดือนตุลาคม ในหมู่บ้านจะไม่มีแสงไฟเลยเพราะบ้านแต่ละหลังจะทำการปิดไฟในบ้านทั้งหมด
ซึ่งมันจะทำให้พวกจิตวิญญาณเหล่านั้น เกิดอาการหนาวและไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะสิงสู่ผู้ใด
พวกชาวบ้านจะมีการแต่งตัวในทุกรูปแบบ
ของผีสาง มีการจัดเดินขบวนพาเหรดและส่งเสียงดังรอบๆบ้านของเพื่อนบ้านซึ่งต้องทำให้น่ากลัว
เท่าที่จะทำได้เพื่อที่ว่า พวกจิตวิณญาณที่จะคอยมาเข้าร่างของพวกเขาจะได้เกิดความกลัวและหนี
ไปเพราะความตกใจ

      พวกเชลต์เชื่อว่า การที่เขาดับไฟทั้งหมดนี้เพื่อที่จะขัดขวางพวกจิตวิญณาญเหล่านี้ไม่ให้ไป
สิงสู่ผู้อื่น แต่ทุกคนในชนเผ่าเชลต์สามารถจุดไฟขึ้นได้แต่ต้องมาจากการจุดไฟจากแหล่งที่เรียกว่า
" ไฟดรูดิก " ซึ่งปกติแล้วจะจุดอยู่ตลอดเวลาในส่วนกลางของประเทศไอร์แลนด์ ที่ ยูซินาช
( Usinach)

      ยังมีเรื่องเล่าอีกว่าพวกเชลต์จะทำการเผาหรือย่างคนที ่ พวกเขาเข้าใจว่าโดนสิงสู่แล้วเพื่อ
จะให้เป็นบทเรียนสำหรับพวกจิตวิญณาญที่ต้องการจะสิงสู่พวกเขา แต่เรื่องราวพวกนี้ยังถือว่ามัน
เป็นเรื่องลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้

      คนโรมันได้นำเรื่องของพวกเชลต์ที่ได้ปฏิบัติมาปรับใช้สำหรับพวกเขา แต่ในช่วงแรกของคริสต์ศักราชพวกเขาได้ล้มเลิกการกระทำเหล่านั้นและใช้การเผาหุ่นกระบอกแทน
      ความเชื่อในเรื่องการปฏิบัติเช่นนี้ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลาและกลายมาเป็นพิธีทางศาสนามากกว่า
แต่จะมีการจัดงานขึ้นโดยแต่งตัวเป็นผีไว้หลอกคน เช่น แต่งเป็นผี และแม่มด
ซึ่งต่อมาการปฏิบัติเช่นนี้ ก็มีบทบาทมากขึ้น

      ประเพณีของวันฮาโลวีน นี้ได้นำเข้ามาเผยแพร่ใน อเมริกา ตอนปี ค . ศ . 1840 โดยคนอังกฤษ
ที่ได้หลบหนีเข้าประเทศ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นในประเทศอังกฤษได้มีพวกที่นิยมแต่งตัวประหลาด
แล้วยังรวมไปถึงการเดิน เหยียบย่ำและพังรั้วบ้าน แต่ประเพณีของการหยอกเล่นให้กลัวนั้น จริงๆแล้ว
ไม่ได้เกิดมาจากคนกลุ่มเชลต์จากไอร์แลนด์ แต่ช่วงศตวรรษที่ 9 คนยุโรป ได้ตั้งชื่อเรียกว่า
วันจิตวิญญาณคือวันที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน จะมีการเดินขบวนจากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่ง
เพื่อที่จะขอขนมเค้กแห่งจิตวิณญาณซึ่ง ทำมาจากขนมปังทรง สี่เหลี่ยมและใส่ลูกเกดด้วย
ยิ่งขอขนมได้มากเท่าไร คำอธิฐานของผู่ที่ให้ขนมก็จะฝากมากับผู้ขอบริจาคขนมมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
เหมือนกับว่าผู้ขอขนมจะต้องเป็นตัวแทนในการที่จะพูดคุยกับคนตายที่เป็นญาติกับผู้ที่บริจาคขนม
ในเวลานั้นมีความเชื่อว่าคนตายนั้นจะถูกกักกันไว้ในนรก และถ้ามีผู้มอบส่วนบุญให้ ถึงแม้จะเป็น
คนแปลกหน้าก็ตาม มันจะช่วยเร่งและปลดปล่อยให้พวกวิญญาณเหล่านั้นขึ้นไปสู่สวรรค์ได้




โคมรูปฟักทอง แจ๊ก-โอ '- แลนเทิร์น

บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา "คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง" เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก
แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์
ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาลชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์แต่ได้ตัดการเผา
ร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน กาลเวลาผ่านไป ความเชื่อเรื่องผีจะสิงสูร่าง
มนุษย์เสื่อมถอยลงตามลำดับ ฮาโลวีนกลายเป็นเพียงพิธีการ การแต่งตัวเป็นผีแม่มด สัตว์ประหลาด
ตามแต่จะสร้างสรรค์กันไป ประเพณีฮาโลวีนเดินทางมาถึงอเมริกาในทศวรรษที่ 1840 โดยชาวไอริช
ที่อพยพมายังอเมริกา สำหรับประเพณี ทริกออร์ทรีต ( Trick or Treat แปลว่า หลอกหรือเลี้ยง) นั้น
เริ่มขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยชาวยุโรป ซึ่งถือว่า วันที่ 2 พ.ย. เป็นวัน 'All Souls' พวกเขา
จะเดินร้องขอ ' ขนมสำหรับวิญญาณ ' (soul cake) จากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง โดยเชื่อว่า
ยิ่งให้ขนมเค้กมากเท่าไร วิญญาณของญาติผู้บริจาคก็ได้รับผลบุญ ทำให้มีโอกาสขึ้นสวรรค์
ได้มากเท่านั้น



การเล่น trick or treat ตามบ้านคน

      ส่วนตำนานที่เกี่ยวกับฟักทองนั้น เป็นตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ที่กล่าวถึง แจ๊คจอมตืด ซึ่งเป็นนักเล่นกลจอมขี้เมา วันหนึ่งเขาหลอกล่อปีศาจขึ้นไปบนต้นไม้ และเขียนกากบาทไว้ที่โคนต้นไม้ ทำให้ปีศาจลงมาไม่ได้ จากนั้นเขาได้ทำข้อตกลงกับปีศาจ ห้ามนำสิ่งไม่ดีมาหลอกล่อเขาอีก ' แล้วเขาจะปล่อยปีศาจลงจากต้นไม้ เมื่อแจ็คตายลง เขาปฏิเสธที่จะขึ้นสวรรค์ ขณะเดียวกันปฏิเสธที่จะลงนรก ปีศาจจึงให้ถ่านที่กำลังคุแก่เขา เพื่อเอาไว้ปัดเป่าความหนาวเย็นท่ามกลางความมืดมิด และแจ็คได้นำถ่านนี้ใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอนิพที่ถูกเจาะให้กลวง เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงได้นานขึ้น ชาวไอริชจึงแกะสลักหัวผักกาดเทอนิพ และใส่ไฟในด้านใน อันเป็นอีกสัญลักษณ์ของวันฮาโลวีน เพื่อระลึกถึง ' การหยุดยั้งความชั่ว ' Trick or Treat เพื่อส่งผลบุญให้กับญาติผู้ล่วงลับ และพิธีทางศาสนาเพื่อทำบุญวันปีใหม่ แต่เมื่อมีการฉลองฮาโลวีนในสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกาพบว่า
ฟักทองหาง่ายกว่าหัวผักกาดมาก จึงเปลี่ยนมาใช้ฟักทองแทน หัวผักกาดจึงกลายเป็นฟักทองด้วยเหตุผลฉะนี้

         ประเพณีทริกออร์ทรีต ในสหรัฐอเมริกาคือการละเล่นอย่างหนึ่งที่เด็กๆ เฝ้ารอคอย ในวันฮาโลวีนตามบ้านเรือนจะตกแต่งด้วยโคมไฟฟักทองและตุ๊กตาหุ่นฟางที่เป็นส่วนหนึ่ง
ของเทศกาล

ประเพณีเก็บเกี่ยว ( Harvest) ในช่วงเดียวกันนั้น แต่ละบ้านจะเตรียมขนมหวานที่ทำเป็นรูปเม็ดข้าวโพดสีขาวเหลืองส้มในเม็ดเดียวกัน เรียกว่า
Corn Candy และขนมอื่นๆไว้เตรียมคอยท่า ส่วนเด็กๆ ในละแวกบ้านก็จะแต่งตัวแฟนซีเป็นภูตผีมาเคาะตามประตูบ้าน โดยเน้นบ้านที่มีโคมไฟฟักทอง
ประดับ (เพราะมีความหมายโดยนัยว่าต้อนรับพวกเขา) พร้อมกับถามว่า " Trick or treat?" เจ้าของบ้านมีสิทธิที่จะตอบ treat ด้วยการยอมแพ้ มอบขนมหวานให้ภูตผี(เด็ก)เหล่านั้น ราวกับว่าช่างน่ากลัวเหลือเกิน หรือเลือกตอบ trick เพื่อท้าทายให้ภูตผีเหล่านั้นอาละวาด ซึ่งก็อาจเป็นอะไรได้ ตั้งแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกหลอน ไปจนถึงขั้นทำลายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ แล้วอาจจบลงด้วยการ treat เด็กๆ ด้วยขนมในที่สุด

         เดือนพฤศจิกายนในปี ค.ศ. 731 พระสันตะปาปาเกรโกรี ที่ 3 ทรงเป็นผู้กำหนดให้บรรดา
คริสตัง "ฉลองนักบุญทั้งหลาย" วันที่ 1 พฤศจิกายน ซึ่งพระองค์ทรงย้ายจากวันฉลองเดิมคือ
13 พฤษภาคม เพื่อจะอุทิศวันนี้แก่วัดนักบุญทั้งหลายอันเป็นวัดน้อยอยู่ในพระมหาวิหารนักบุญเปโตร
, กรุงโรม และ "วันฉลองนักบุญทั้งหลาย" 1 พฤศจิกายน ก็แพร่หลายไปทั่วโลกตั้งแต่ปีนั้นเอง
พอในปี ค.ศ. 998 นักบุญโอดิโล , อธิการอารามแห่งคลุนนี่ ในประเทศฝรั่งเศส ก็ได้เพิ่มเอาวันที่
2 พฤศจิกายน เป็นวันระลึกถึงบรรดาวิญญาณผู้ล่วงลับทั้งหลาย ดังนั้นพระศาสนจักรคาทอลิก
ซึ่งมีวันฉลอง "บรรดานักบุญทั้งหลาย" แล้ว ก็ยังมีวันฉลอง " บรรดาผู้ล่วงลับ" ไปแล้วทุกคนติดกัน
คือวันที่ 1 และ 2 พฤศจิกายน ตามลำดับ


ธรรมเนียมชาวฝรั่งเศส

      ธรรมเนียมชาวฝรั่งเศส ราวศตวรรษที่ 14 หรือ 15, ในประเทศฝรั่งเศส ช่วงเวลาที่เกิด
โรคระบาด เป็นฝีตายกันเป็นจำนวนมากถึงขนาดประชากรในทวีปยุโรปหดหายไปครึ่งหนึ่ง บรรดาศิลปินก็จะบรรยายความน่ากลัวของ "ความตายสีดำ" ของโรคระบาดนี้ ด้วยการวาดภาพบนกำแพงสุสานเป็นภาพบรรดาปีศาจเดินนำฝูงชนที่ถูกล่ามโซ่ไว้เป็นแถวยาว
เดินลงสู่หลุมฝังศพ ภาพเหล่านี้เรียกว่า "ระบำแห่งความตาย" ( Dance of Death) หรือ
( The Dance Macabre) บางทีการแสดงออกของระบำความตายก็แสดงได้ด้วยการแต่งชุดเหมือนผู้ตายในวัน
" ฉลองนักบุญทั้งหลาย" ( 1 พฤศจิกายน) ดังนั้นเราจะเห็นว่าคริสตังชาวไอริชระลึกถึงผู้ล่วงลับ
ที่ไม่ได้รับความรอด วันสุกดิบก่อนฉลองนักบุญทั้งหลาย ( 31 ตุลาคม) แต่ไม่ได้แต่งตัวอะไร และคริสตังชาวฝรั่งเศสระลึกถึงความตายอันเกิดจากโรคระบาดโดยการแต่งชุดเหมือนผู้ตาย
ในวันฉลองนักบุญ ทั้งหลาย ( 1 พฤศจิกายน)

 

ธรรมเนียมของชาวไอริช

         ธรรมเนียมชาวไอริช แต่บรรดาคริสตังชาวไอริชเป็นพวกแรกที่คิดว่ามีการคิดถึง "นักบุญ" ,
" วิญญาณในไฟชำระ" แต่ไม่มีใครคิดถึงวิญญาณที่เหลือ ซึ่งอาจจะเป็นคนไม่ค่อย
ดำเนินชีวิตตามความเชื่อ , อาจจะอยู่ในนรก ดังนั้นพวกคริสตังชาวไอริชจึงเริ่มธรรมเนียม
ตีกระทะและหม้อในเย็นวันสุกดิบ ก่อนจะฉลอง "นักบุญทั้งหลาย" ( All Hallow Eve) เพื่อให้ผู้ตายที่ไม่ได้รับความรอดเหล่านั้น รู้ว่า พวกเขาก็ยังมีคนระลึกถึงอยู่ แต่นี่ก็ยังไม่เหมือน
งานวัน "ฮาโลวีน" ที่ปัจจุบันกระทำกันอยู่ มันยังรอผสมเข้ากับธรรมเนียมอีกสายหนึ่ง...

       ประวัติความเป็นมาอีกฉบับหนึ่ง ให้คำอธิบายถึงที่มาที่ไปของวันนี้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว
เป็นความเชื่อของชาวเซ็ลต์ ( Celt) เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองในประเทศอังกฤษ โดยเชื่อว่าทุกวันที่ 31
ตุลาคมของทุกปี จะเป็นวันที่ประตูนรกถูกเปิดขึ้นมา บรรจบกับมิติโลกมนุษย์กันอย่างพอดี ทำให้
เหล่าวิญญาณพยายามหาทางเข้าสิงมนุษย์ ซึ่งวิธีการแก้ไขเพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณเข้าสิงคือ
"การปลอมตัว" ทำตัวเป็นผีเสียเอง ด้วยการตกแต่งต่างๆ นานาให้ดูน่ากลัวที่สุด เทียนและระบบ
ทำความร้อนก็จะถูกดับ เพื่อให้ร่างกายเกิดความหนาวเย็นเปรียบเสมือนร่างกายที่ไร้ซึ่งชีวิต
ส่วนบ้านเรือนจะถูกตกแต่งให้ดูน่าสะพรึงกลัว และผู้คนต่างส่งเสียงเพื่อทำการขับไล่เหล่าวิญญาณ
ชั่วร้ายอีกทีนึง ทั้งนี้ หลายคนต่างสงสัยว่าทำไมสัญลักษณ์ของวันฮัลโลวีน ถึงเป็นหัวฟักทองแกะ
สลักสีส้ม เจ้าฟักทองนั้นมีชื่อว่า Jack O Lanterns เป็นตำนานของชาวไอริช ที่เป็นนักมายากลขี้เมา
และได้ทำข้อตกลงกับปีศาจตนหนึ่ง ในกรณีที่เขาเสียชีวิตแล้วเขาขอเพียงแค่ไม่ไปทั้งสวรรค์หรือนรก
เมื่อถึงคราวชีพจรดับปีศาจตนนั้นจึงมอบถ่านอันคุกรุ่นให้แก่ Jack เขาจึงนำไปใส่ไว้ในหัวผักกาด
เพื่อคอยปัดเป่าความหนาวเย็น ต่อมาชาวไอรีชจึงแกะหัวผักกาด และนำถ่านมาใส่เช่นกัน้พื่อเป็น
สิริมงคลในการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายตลอดทั้งปีเมื่อกาลเวลาผ่านไปประเพณีดังกล่าวเริ่มแพร่หลายไป
สูู่่ประเทศอเมริกา แต่หัวผักกาดเป็นสิ่งที่หายาก จึงนำลูกฟักทองมาแกะสลักแทน และนี่คือจุด
เริ่มต้นของสัญลักษณ์สีส้ม และสีดำ ทั้งนี้ สีดำบ่งบอกถึงความมืดมิดช่วงเวลากลางคืน ส่วนสีส้ม
คือแสงสว่างที่ลุกโชติ เพื่อขับไล่ปีศาจนั่นเอง


 

วันฉลองนักบุญทั้งหลายวันระลึกถึง-มิสซาแด่ผู้ล่วงลับและการจุดเทียน
  วันฮาโลวีน  ความตาย  ไฟชำระ นรก - สวรรค์


ฝากข้อความ-แนะนำเรา

กลับหน้าหลัก

(ติดตามชมภาพกิจกรรมวันระลึกถึงผู้ล่วงลับที่นาโพธิ์ได้ทุกหน้า)

ขออภัยหากยังชมบางบทความไม่ได้ -กำลังดำเนินการ




ขอขอบคุณข้อมูล :
http://www.thaigoodview.com
http://www.susarn.com
http://www.educatepark.com
http://www.dkt.ac.th
http://th.wikipedia.org
http://www.catholic.or.th
ภาพประกอบ : สุสานวัดคาทอลิดนาโพธิ์ สกลนคร
31 ตุลาคม 2008

 

" รอยยิ้มของท่าน คือความใฝ่ฝันของเรา "

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. 74 หมู่ 11 ต.นาโพธิ์ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร 47210 โทร 0-4276-9204
Copyright ? 2007 PSN Studio. All rights reserved
พัฒนาโดย
Webmaster@naphoradio.com