" รักในหลวง ห่วงชุมชน
คนของแผ่นดิน
สร้างถิ่น ไทยเจริญ"


เราจัดทำเพื่อบริการสาธารณะชุมชน
ไม่หวังผลทางธุรกิจ

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. คลื่นชุมมชนฮิตร้อยเปอร์เซ็นต์ " ฟังทุกวัย สุขใจทุกวัน "
จากใจเจ้าบ้าน
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ
เราจะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
เพื่อความสุขของทุกท่าน
เราหวังเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะสร้างรอยยิ้ม
ในทุกครั้งที่ท่านแวะเยี่ยมเรา
Google



วันฉลองนักบุญทั้งหลายวันระลึกถึง-มิสซาแด่ผู้ล่วงลับและการจุดเทียน
  วันฮาโลวีน  ความตาย  ไฟชำระ นรก - สวรรค์

ประสงค์ เนืองทอง  รวบรวม



นรก – สภาพชีวิตที่ไร้จุดหมาย

  ผมได้พูดถึงสวรรค์ในรูปของชีวิตใหม่ ในรูปของสมบูรณภาพของโลก และการเชยชมพระเจ้าตลอดนิรันดร เวลานี้ผมขอเชิญผู้อ่านทุกท่านมาร่วมกันพิจารณาถึงนรกบ้างว่า ชีวิตที่ต้องทนทรมานในนิรันดรภาพนั้น มีลักษณะใด

  ก. การไม่ต้องการพระเจ้า

  พระเป็นเจ้าทรงเสนอแผนการณ์แห่งความรักให้เรา ทรงเชื้อเชิญให้เราเป็นคนใหม่ เจริญชีวิตร่วมกับพระองค์ มีส่วนในแผนการณ์แห่งการร่วมชิดสนิทกับพระองค์ แต่พระองค์ไม่ทรงบังคับเรา พระองค์ทรงเชิญและคอยการสนองรับ คำตอบของเราอาจจะเป็น “ การยอมรับ ” หรือ “ การปฏิเสธ ” อาจจะตอบความรักด้วยความรัก หรือด้วยความเมินเฉยก็ได้ หรืออาจกล่าวว่า “ ผมมีโครงการชีวิตของผมเอง ผมมีความสุขกับของต่างๆ และกับคนอื่นๆ ผมไม่เห็นต้องการพระเจ้า ” เราสามารถบอก “ ไม่ ” กับพระเป็นเจ้าได้ และพระองค์ทรงถือคำตอบของมนุษย์อย่างจริงจัง
เพราะพระองค์ทรงเคารพเสรีภาพของมนุษย์ดังที่พระองค์ได้ทรงปล่อยให้พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เหมือน
โจรผู้ร้ายทั้งๆ ที่พระองค์ไม่มีความผิด ดีกว่า “ ขัด ” การตัดสินใจอย่างอิสระของชาวยิว นี่เป็นแง่หนึ่งที่น่าอนาถของศักดิ์ศรีมนุษย์ มนุษย์สามารถขบถต่อพระเป็นเจ้า สามารถปลงใจเลือกวิถีชีวิตที่ปิดอยู่ในตัวเองได้ เวลาที่มนุษย์บอกปัดความรักของพระเป็นเจ้า เขายังมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เขาได้สร้างบางสิ่งขึ้น มันเป็นสิ่งใหม่ ที่พระเป็นเจ้าไม่ได้สร้างเพราะพระองค์
ไม่ทรงปรารถนาให้มันมีขึ้นมา แต่มันก็ได้มีขึ้นด้วยน้ำมือของมนุษย์ มนุษย์ได้สร้าง “ นรก ” บังตัวเองอยู่ในความเห็นแก่ตัว เขาตัดตัวออกจากความรักของพระเป็นเจ้า และมนุษย์อื่นๆ เพื่อหใตัวเองเป็นเป้าหมายและมาตรการของแผนการและความหวังทั้งหมดของเขา ดังที่สวรรค์เป็นการรับสภาพชีวิตแห่งพระหรรษทานถึงขึ้นสูงสุด นรกก็เป็นการรับสภาพชีวิตแห่งบาป
ถึงขึ้นสูงสุดเช่นกัน บาปในรูปแบบทั้งหมดของมันกล่าวคือ ความเห็นแก่ตัว ความเกลียดชัง ความจองหอง ความกระหายอำนาจ ความทารุณ บาปเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เรารักได
้ และนรกก็คือ การ “ คงสภาพขั้นสุดท้าย ” ในสถานะเช่นนี้นั่นเอง มนุษย์แบกนรกไว้ในตนเองเพราะมนุษย์ได้ก่อมันขึ้นมา คุณพ่อ Congar ใช้คำพูดว่า “ นรกไม่ใช่สถานที่ ซึ่งมีปีศาจเขายาวอาศัยอยู่ ดังที่เห็นกันในรูปต่างๆ หรือดังที่นักเทศน์เคยบรรยายเพื่อทำให้ผู้ฟังเกิดความ
กลัว สำหรับเรา เราอาจพูดว่า นรกไม่ใช่กะทะทองแดงมียมบาลคอยเอาหอกแหลมแทงเหมือนในหนัง “ พิภพมัจจุราช ” นรกเป็นการตัดตัวโดยสิ้นเชิงออกจากพระเป็นเจ้าและมนุษย์อื่นๆ เป็นการบรรลุถึงยอดแห่งการบูชาตนเอง



 

  ข. การทรมานในนรก

  การตอบ “ ไม่ ” กับพระเจ้าเพื่อตั้งตนเองขึ้นมาแทนนั้น ในที่สุดก็กลับกลายเป็น ความเกลียดชังพระเป็นเจ้า จนไม่สามารถตอบรับ “ ใช่ ” กับพระองค์อีกต่อไปได้ นี่แหละเป็นความทุกข์ที่แสนเจ็บปวดที่สุดที่มนุษย์ประสบ พระคัมภีร์อธิบายด้วยวิธีพูดต่างๆ อย่างเช่น หนอนไม่รู้ตาย การร่ำไห้ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ความมืด คุก ความตายครั้งที่ 2 ความพินาศ ฯลฯ   วิธีการพูดแบบนี้เอามาจากประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีความเจ็บปวด ความหมดหวัง ความไม่สบอารมณ์ นรกปลดเปลื้องมนุษย์จากสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเขา ธรรมชาติของเขาโหยหาอิสรภาพ แต่กลับต้องมาอยู่ในความมืด มุ่งหาบ้านของพระบิดา แต่กลับต้องมาอยู่ข้างนอก และนี่เป็นสถานการณ์ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง นรก หมายถึงการไม่มีอนาคต ไม่มีความสมหวังอันใดอีก เขาเป็นเหมือนผู้ที่ถูกตัดอวัยวะต่างๆ ออก ไม่มี ตา หู จมูก ปาก มือ เท้า เขาจะติดต่อกับใครได้ เขาต้องอยู่โดดเดี่ยว ถูกขังอยู่ในกำแพงแห่งการเห็นแก่ตัว



  ค. การสูญเสียพระเจ้า

  แต่ความผิดหวังที่ปวดร้าวที่สุด ก็คือการสูญเสียพระเจ้า ธรรมชาติของเราโหยหาพระเจ้า แต่มนุษย์ที่ขบถต่อพระองค์ ในที่สุดจะพบว่าเขาไม่สามารถพบพระองค์ได้อีก เขาด่าแช่งสภาพอันน่าทุเรศของเขา สะอิดสะเอียนตัวเอง เขาไม่สามารถเอาชนะแรงผลักดัน
ภายในที่คอยแต่ขบถต่อพระเป็นเจ้าร่ำไป บางคนแย้งว่า “ ไม่มีใครต้องการจะสร้างความทุกข์ และความอ้างว้างให้กับตัวเองอย่างเต็มใจได้ ฉะนั้น “ ไม่มีนรก ” ผู้ที่พูดเช่นนี้แสดงว่า
ไม่ได้เข้าใจมนุษย์อย่างถูกต้อง การที่เขาปฏิเสธนรกนี้ มิได้หมายความว่าเขาปฏิเสธพระเป็นเจ้า
หรือพระยุติธรรมของพระองค์ แต่เขาปฏิเสธธรรมชาติมนุษย์ เขาไม่เข้าใจว่า อิสรภาพและการตัดสินใจ
ของมนุษย์มีน้ำหนังเพียงไรต่อหน้าพระเป็นเจ้า อิสรภาพของมนุษย์สำคัญมากกว่า ความสุขหรือ
การสาปแช่งนิรันดร ขึ้นอยู่กับการปลงใจเลือกของเขาบนโลกนี้

  ชีวิตเรา – ทางสองแพร่ง

  คริสตชนทุกคนรู้ดีว่าความเป็นอยู่ของมนุษย์อยู่ในทาง 2 แพร่ง ระหว่างความดีกับความชั่วพระหรรษทานกับ
บาป ความหวังและการสิ้นหวัง ความสัมพันธ์และความโดดเดี่ยว เขาตระหนักดีว่าชีวิตบนโลกน
ี้เป็นการเดินทางที่ต้องเจอกับทาง 2 แพร่งนี้ตลอดเวลา ในฐานะที่เป็นคริสตชน เขาได้เลือกฝ่ายความดี พระหรรษทาน ความหวัง และความสัมพันธ์แล้ว พระคริสตเจ้าได้ทรงแสดงให้เราเห็นว่า
เราจะต้องเจริญชีวิตในมิตินี้อย่างไร และพระองค์ทรงทำให้เราสามารถอยู่ฝ่ายพระองค์ตั้งแต่บนโลกนี้แล้ว ถ้าเรามั่นคงในมิตรภาพนี้ เราจะพบความสุขตลอดไปกับพระองค์ “ อย่าท้อใจ เราชนะโลกแล้ว ”
พระเยซูเจ้าทรงเตือนเรา



      ผมขอลงท้ายด้วยตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่กรุงตุริน บ้านเกิดของผมเอง มีบ้านน้อยๆ แห่งหนึ่งมีชื่อว่า
“ พระญาณสอดส่อง ” (Little House o Divine Providence) ก่อตั้งโดย นักบุญ ยอแซฟ กอตโตเลงโก
( Joseph Cottolengo) บรรดาพระสงฆ์และซิสเตอร์ของท่าน รับรักษาคนที่ถูกทอดทิ้งทุกประเภท
ไม่ว่าเด็กไม่สมประกอบ เด็กกำพร้า คนชรา และคนที่มีโรคน่ารังเกียจ ค่าใช้จ่ายสำหรับคนนับหมื่นนี้
ี้ได้มาจากการบริจาคของประชาชนเท่านั้น ตอนผมยังเป็นเด็กคุณพ่อเจ้าวัดได้จัดนำเยี่ยม สถานที่นี้
ผมสนใจมองดู “ คนประหลาด ” เหล่านี้มาก พวกเราอาจจะไม่ได้เข้าไปดูทุกห้อง แต่ผมจำได้ว่า
ได้ออกมาจากสถานที่นั้นไม่ใช่ด้วยความกลัวหรือความปวดร้าวใจ แต่เปี่ยมไปด้วยความยินดี
ทุกคนที่ผมพบมีใบหน้าแจ่มใส ดูเป็นสุข ผมถามซิสเตอร์ว่า “ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ” ท่านตอบว่า
“ เราพยายามถือตามจิตตารมณ์ของนักบุญ กอตโตเลงโก ท่านนักบุญมักจะเดินเยี่ยมตามเตียง
ของคนป่วยลูบมือของท่านพลางพูดว่า “ โลกน่าเกลียด สวรรค์สวยงาม ” ด้วยคำพูดเช่นนี้
คนป่วยจะมีใบหน้า และแววตาที่แจ่มใสขึ้นมาทันที ” นักบุญ ยอห์น บอสโก กล่าวว่า “ สวรรค์เพียงเล็กน้อย ก็คุ้มทุกสิ่งทุกอย่าง ” เราต้องเจริญชีวิตด้วยความหวัง และความยินดีเช่นนี้ในใจ การเจริญชีวิตด้วยความหวัง
และความยินดีเช่นนี้ในใจ การเจริญชีวิตในพระคริสตเจ้า หมายถึงสิ่งนี้เอง หากใครถามเราว่า
“ ความฝันของชีวิตของคุณคืออะไร ? อะไรเป็นความปรารถนายิ่งใหญ่ของคุณ ?” –“ การเห็นพระเป็นเจ้า ”
“
ทำไมคุณทำสิ่งนี้ ? ทำไมละทิ้งสิ่งเหล่านั้น ? ทำไมเจริญชีวิตแบบนี้
“
เพราะผมกำลังรอคอยพระเยซูเจ้า ” ดังที่เราสวดทุกๆ ครั้งในพิธีมิสซาหลังบทข้าแต่พระบิดาว่า
: ขณะที่หวังจะได้รับความสุข และรอรับเสด็จพระเยซูคริสตเจ้า พระผู้กอบกู้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ”  และเราทราบดีว่า พระองค์จะไม่ทรงรีรอเลย.

       คำสอนเรื่องไฟชำระต้องสัมพันธ์กับคำสอนเรื่องอันตวารวิทยาประวัติศาสตร์มนุษยชาติเป็นประวัติศาสตร์แห่ง ความรอด ยุคสุดท้ายเป็นยุคของความสำเร็จสมบูรณ์ แต่ก่อนถึงยุคนั้นมนุษย์แต่ละคนซึ่งรวมกันเป็นมนุษยชาติ
ิจะต้องผ่านความทุกข์ทรมาน ซึ่งเป็นผลของบาป

 

ประวัติความเป็นมาของคำสอน

    คนโบราณเชื่อกันว่า ผู้ตายรวมกันอยู่ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมีความทุกข์ทรมานมากน้อยไม่เท่ากัน
สุดแล้วแต่บาปบุญที่ผู้ตายสร้างสมไว้ พวกเขาต้องผ่านการทดสอบด้วยไฟและต้องได้รับส่วนกุศล
ของคำภาวนาและเครื่องบูชาจากผู้เป็นอุทิศให้ จึงจะพ้นแดนผู้ตายนั้นได้ ในพันธสัญญาเดิม
เราพบความเชื่อถือนี้ใน 2 มคบ 12:12-45



       ในพันธสัญญาใหม่ คริสตชนสมัยอัครสาวกมองอนาคตด้วยความหวัง ปักใจเชื่อว่า การเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์อยู่ใกล้ซึ่งจะเป็นอันตวาระสำหรับทุกคนและทุกสิ่ง การพิพากษาสุดท้ายของพระเจ้าจะเป็น
“ ไฟ ” ชำระทุกคนและทุกสิ่งให้บริสุทธิ์ ( เทียบ 1 คร 3 :12-15)

    วิญญาณในแดนผู้ตายรอวันพิพากษาสุดท้ายดังกล่าว เพื่อรับการชำระให้บริสุทธิ์ ยุสติน และแตร์ตัลเลียน
ในศตวรรษที่ 2 ยังมีความคิดแนวเดียวกันนี้ เชื่อว่าผู้ตายนอนรอวันพิพากษาสุดท้าย ต่อมาโอรีเจ็นเริ่มสอนว่า
ผู้ตายแต่ละคนจะถูกชำระด้วยไฟให้บริสุทธิ์ก่อนถึงวันนั้น ในศตวรรษที่ 4 คำสอนเรื่องไฟชำระกับวันพิพากษา
สุดท้าย เป็นที่ยอมรับทั่วไป เอากุสตินเน้นว่า บรรดามรณสักขีและผู้ชอบธรรมทุกคนจะได้เชยชมพระเจ้า
ทันทีไม่ต้องรอวันพิพากษาสุดท้าย คำสอนนี้มีผลทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องวิญญาณในไฟชำระ
ไม่สัมพันธ์กับวันพิพากษาสุดท้าย “ ไฟ ” ของการพิพากษาที่นักบุญเปาโลกล่าวถึงนั้น ( 1 คร 3:12-15) กลายเป็นไฟในไฟชำระไป



           นักเทววิทยาสมัยกลางยึดคำสอนของเอากุสติน ในสังคายนาเมืองลีออง ครั้งที่ 2 (1274) และสังคายนาเมืองโฟลเรนส์ ( 1439) มีการกล่าวถึงไฟชำระเป็นสถานที่ชำระบาป มีไฟไม่นิรันดร์ สันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 12 นิยามไฟชำระในทำนองเดียวกัน เพื่อยืนยันคำสอนข้อนี้ซึ่งพระศาสนจักรกรีก
ไม่เห็นด้วยกับคำสอนเรื่อง “ ไฟ ” ชำระและการรับรางวัลหรือโทษทันทีหลังจากความตาย


      ในสมัยปฏิรูปทีแรกลูเธอร์และเมลังทอนยังสงวนท่าทีเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในที่สุดตั้งแต่ปี 1530
ปฏิเสธคำสอนเรื่องไฟชำระ ส่วนสวิงลีและคัลวินปฏิเสธตั้งแต่แรก สังคายนาเมืองเตรนต์ ชี้ให้เห็น
ความแตกต่างระหว่าง “ ความผิด ” และ “ โทษ ” คุณค่าของบูชามิสซาในการใช้โทษบาป แม้สำหรับผู้ตายแต่สังคายนานี้เตือนพระสงฆ์ให้ระมัดระวังไม่เทศน์สอนเรื่องไฟชำระในทำนองส่งเสริม
ความเชื่อแบบงมงาย หรือกระตุ้นให้เกิดความมักรู้มักเห็นและความโลภ เบลลาร์ไมน์และซูอาเรส
เขียนเทววิทยาเรื่องไฟชำระฉบับมาตราฐาน



คำสอนของพระศาสนจักร

  พระศาสนจักรสอนเรื่องไฟชำระอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในสมัยกลาง “ มีการชำระสำหรับผู้ทที่
ี่ตายในศีลในพรของพระเจ้าก่อนทำกิจใช้โทษบาปอย่างสมบูรณ์ พึงสังเกตว่า พระศาสนจักรละเว้นคำ “PURGATORIUM ” ใช้คำ “PURIFICATIO ” แทน เพราะเห็นแก่พระศาสนจักรกรีกไม่ระบุแน่นอนลงไปว่าโทษในไฟชำระเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องไฟสถานที่ชำระและระยะเวลาของการชำระเป็นปัญหาเปิด ไม่มีคำสอนบังคับในเรื่องเหล่านี้แต่อย่างใด



ข้อคิด

1. ความตายเป็นความทุกข์แต่ก็เป็นโทษที่นำการชำระมาสู่จิตวิญญาณ เพราะความตายแยกจิตวิญญาณออกจากกายและโลกซึ่งเต็มด้วยสิ่งเย้ายวนในทางบาป นอกจากนี้การได้สัมผัสพระเจ้าโดยตรงในช่วงนั้น มีผลในทางชำระเช่นกัน กล่าวคือจิตวิญญาณสำนึกในความไม่สมไม่ควรของตนและเกิดความทุกข์เสียใจอย่างสูงสุด ความตายในสายตาของคริสตชนจึงเป็นความหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยอมรับความตายนั้นร่วมกับความตายของพระเยซูคริสต์

2. การภาวนา สำหรับผู้ตายมีความหมาย เพราะพระศาสนจักรเป็นที่รวม ของสหพันธ์นักบุญ การพยายามติดต่อกับวิญญาณผู้ตายโดยตรงไม่ใช่วิธีการของพระศาสนจักร

3. พระศาสนจักรละตินสอนว่า หลังจากชำระมลทินบาปสมบูรณ์แล้ว ผู้นั้นจะได้เชยชมพระเจ้าในสวรรค์ก่อนการกลับคืนชีพในวันสุดท้าย เมื่อเป็นเช่นนี้ คำสอนเรื่องการกลับคืนชีพน่าจะมีความหมาย 2 อย่างคือ การกลับคืนชีพเฉพาะบุคคลเมื่อผู้นั้นใช้โทษบาปในไฟชำระอย่างสมบูรณ์แล้ว และการกลับคืนชีพพร้อมกันในวันสุดท้ายเมื่อพระคริสต์จะเสด็จมาครั้งที่ 2 เพื่อตัดสินมนุษย์พร้อมกัน การตัดสินของพระองค์นั้นเป็น “ ไฟ ” ชำระทุกคนพร้อมกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าความเข้าใจนี้ถูกต้อง ไฟชำระมิใช่อะไรอื่นนอกจากสถานภาพของจิตวิญญาณที่รอการกลับคืนชีพส่วนตัวและส่วนรวม ดังนั้นคำภาวนาสำหรับผู้ตายมีความหมายเสมอ เพราะคำภาวนานั้นอย่างน้อยช่วยให้ผู้ตายรอรับการเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระคริสต์ในวันกลับคืนชีพพร้อมกันในวันสุดท้าย แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำสอนที่ว่า ไฟชำระเป็นเรื่องสัมพันธ์กับอันตวารวิทยา ตามที่กล่าวไว้



วันฉลองนักบุญทั้งหลายวันระลึกถึง-มิสซาแด่ผู้ล่วงลับและการจุดเทียน
  วันฮาโลวีน  ความตาย  ไฟชำระ นรก - สวรรค์

ฝากข้อความ-แนะนำเรา

กลับหน้าหลัก

(ติดตามชมภาพกิจกรรมวันระลึกถึงผู้ล่วงลับที่นาโพธิ์ได้ทุกหน้า)

ขออภัยหากยังชมบางบทความไม่ได้ -กำลังดำเนินการ

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูล : http://www.catholic.or.th/
บทความจากแสงธรรมปริทัศน์
โดย บาทหลวงฟรังซิส ไกส์
ภาพประกอบ : สุสานวัดคาทอลิดนาโพธิ์ สกลนคร
2 พฤศจิกายน 2008

               " รอยยิ้มของท่าน คือความใฝ่ฝันของเรา "

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. 74 หมู่ 11 ต.นาโพธิ์ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร 47210 โทร 0-4276-9204
Copyright ? 2007 PSN Studio. All rights reserved
พัฒนาโดย
Webmaster@naphoradio.com