" รักในหลวง ห่วงชุมชน
คนของแผ่นดิน
สร้างถิ่น ไทยเจริญ"


เราจัดทำเพื่อบริการสาธารณะชุมชน
ไม่หวังผลทางธุรกิจ

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. คลื่นชุมมชนฮิตร้อยเปอร์เซ็นต์ " ฟังทุกวัย สุขใจทุกวัน "
จากใจเจ้าบ้าน
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ
เราจะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
เพื่อความสุขของทุกท่าน
เราหวังเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะสร้างรอยยิ้ม
ในทุกครั้งที่ท่านแวะเยี่ยมเรา
Google



วันฉลองนักบุญทั้งหลายวันระลึกถึง-มิสซาแด่ผู้ล่วงลับและการจุดเทียน
  วันฮาโลวีน  ความตาย  ไฟชำระ นรก - สวรรค

ประสงค์ เนืองทอง  รวบรวม




      ผมขอเล่าประสบการณ์อย่างหนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม คือเมื่อ 4 ปีก่อนตอนที่ผมประจำอยู่บ้านเณรใหญ่
ในฟิลิปปิน มีพระสงฆ์นักเทศน์คนหนึ่งซึ่งมีสุ่มเสียงลีลาการพูดที่เด็ดขาด ท่านเทศน์ให้พวกเณรครั้งหนึ่งว่า
“ สวรรค์มีอยู่จริง แต่เราไม่สามารถรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสวรรค์ เราไม่รู้อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ” (We Know
absolutely nothing about heaven) แล้วท่านก็เน้นคำนี้ใหญ่ ผมนั่งฟังอยู่ก็นึกแปลกใจ
ตอนทานข้าวผมจึงกระเซ้าขึ้นว่า “ คุณพ่อ จริงรึเปล่าที่เราไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย เกี่ยวกับสวรรค์ ?” 
พระสงฆ์องค์นั้นก็ตอบเสียงดังลั่นห้องอาหาร ยังความตกใจให้แก่พวกเณรทุก คนว่า “ แน่นอน
เราไม่รู้อะไรเลย! ไปดูจดหมายนักบุญเปาโลก ซิ ” แล้วท่านก็อ้าง จ.ม. นักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ สิ่งที่ไม่มีใครได้เห็นและได้ยิน หรือไม่มีผู้ใดเลยคิดว่าจะเกิดขึ้น กลับเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้
ให้ผู้ที่รักพระองค์ ( 1 คร 2:9) * พระสงฆ์คณะซาเลเซียน อาจารย์วิชาพระสัจจธรรม วิทยาลัยแสงธรรม

   ผมก็ตอบไปว่า “ แต่คุณพ่ออ่านไม่ครบ น.เปาโล บอกต่อไปอีกว่า แต่พระเจ้าทรงใช้พระจิตของพระองค์ เปิดเผยความลับของพระองค์ให้เราทราบ แล้วพระจิตทรงสำรวจดูทุกสิ่งแม้แต่พระประสงค์ที่ซ่อนเร้นอยู่ลึก
ในองค์พระเจ้า ( 1 คร 2:10)” แล้วผมพูดสั้นๆ ว่า “ อยากรู้ว่าสวรรค์คืออะไรหรือดูพระเยซูที่กลับคืนชีพ
พระองค์มีสภาพเช่นไร ” แน่นอน เราไม่สามารถวาดภาพสวรรค์อย่างเหมาะสม และครบบริบูรณ์
แต่เราพอจะมีความคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสวรรค์ได้แน่ ผมเขียนบทความบทนี้ขึ้น เพราะผมหวังว่า
จะยังมีประโยชน์แก่ผู้อ่าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะผมแน่ใจว่า
มนุษย์เราสามารถรู้และเข้าใจอะไรบ้างเกี่ยวกับสวรรค์และนรกโดย อาศัย
การเปิดเผยขององค์พระเจ้าเองในพระคัมภีร์




สวรรค์ – สภาพชีวิตใหม่

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การเข้าสวรรค์ไม่ใช่การเปลี่ยนหรือการเคลื่อนไหวทางสถานที่ แต่เป็นสภาพชีวิตใหม่
สวรรค์เริ่มต้นเมื่อพระคริสตเจ้าทรงฟื้นคืนชีพ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่มนุษย์มีความชิดสนิทกับพระเป็นเจ้า
อย่างครบครันถึงขีดสุดยอด บางครั้งเราพูดถึงสวรรค์ว่าเป็น รางวัลตอบแทน เหมือนเด็กสอบได้ที่ 1
แล้วพ่อแม่ให้รางวัลจะพูดเช่นนั้นก็ถูก แต่นั่นไม่ใช่แก่นแท้ เพราะที่จริงสวรรค์เป็นเป้าหมายของชีวิต
ไม่ใช่ผลพลอยได้ ชีวิตมนุษย์มุ่งสู่ความบริบูรณ์ และสวรรค์เป็นการต่อเนื่องของโลก


ก. สมรรถภาพชีวิตมนุษย์ รับมิติแห่งความสมบูรณ์

  สวรรค์ คือสภาพที่สมรรถภาพของชีวิตมนุษย์รับมิติแห่งความบริบูรณ์ มรรถภาพของชีวิตมนุษย์
ที่จะสมบูรณ์นี้ หมายถึง ทุกๆ ด้านของชีวิตมนุษย์ กล่าวคือ

 (1) ด้านความสัมพันธ์ใน “ ตนเอง ” เราจะมีเอกภาพในตัวเอง ไม่มีความแบ่งแยกของความปรารถนา ไม่มีกิเลส ตันหา การประจญล่อลวง เราจะเป็นเจ้าของตัวเองอย่างแท้จริง

 (2) ด้าน “ ความสัมพันธ์กับ สิ่งของ ” สิ่งของจะไม่เป็นอุปสรรค หรืออันตรายต่อเรา ใจเราจะไม่ผูกพันกับสิ่งของ แต่เราจะมีภราดรภาพกับสิ่งของ

 (3) ด้าน “ ความสัมพันธ์กับ คนอื่น ” เราจะมีภราดรภาพกับคนอื่นทั้งหมด มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ปรารถนาความดีของกันและกัน

 (4) ด้าน “ ความสัมพันธ์กับ พระเป็นเจ้า ” ซึ่งเป็นจุดยอดสูงสุด โดยอาศัยพระหรรษทาน ตั้งแต่ในโลกนี้แล้ว เราเริ่มมี ความเชื่อ ความไว้วางใจความรักต่อพระเป็นเจ้า ซึ่งจะเจริญถึงขั้นสมบูรณ์
ในสวรรค์ จนว่าเรากับพระเป็นเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ




       ดังนั้น ชีวิตสวรรค์ของเรามีความเป็นมนุษย์อย่างลึกซึ้ง “heavenly life is deeply human” และชีวิต สวรรค์เป็นการต่อเนื่องของชีวิตในโลกนี้ แต่ในเวลาเดียวกันมองอีกแง่หนึ่งสวรรค์เป็นสภาพที่ไม่ต่อเนื่อง
โดยสิ้นเชิงกับโลกนี้ เวลานี้ ชีวิตแท้ของเราแฝงอยู่ แต่ชีวิตสวรรค์จะปรากฏแจ้ง ดังที่ น.เปาโล ได้กล่าว
ไว้ว่าภาพที่เราเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นเหมือนภาพมัว ” ในกระจกพร่า เมื่อเวลานั้นมาถึง เราจะเห็นทุกสิ่งได้ชัดเจน
เหมือนเห็นกันซึ่งๆ หน้า ที่ข้าพเจ้ารู้นั้นเป็นเพียงส่วนเดียว ( 1 คร 13:12) ผมได้ยินสัตบุรุษ มาบ่นว่า
“ จริงครับ หรรษทานทำให้ผมเป็นลูกของพระ แต่ดูซิ ทำไมผมยังยากจน ข้าวไม่พอกิน ไม่มีใครเหลียวแล
ศักดิ์ศรีลูกของพระอยู่ที่ไหน ? ศักดิ์ศรีนี้ไม่มีใครนับถือ ” อีกคนว่า“ พระหรรษทานทำให้วิญญาณของผม
รุ่งเรืองบริสุทธิ์ แต่ผมยังรู้สึกว่าตัวมันชั่ว ถูกประจญตกในบาปเรื่อยๆ ไหนล่ะ ความรุ่งเรืองของวิญญาณ ”
นี้ก็เป็นความรู้สึกทั่วๆ ไป ของเราทุกคนในชีวิตนี้ แต่ในสวรรค์เรา จะเห็นสภาพแห่งการเป็นลูกของ
พระเป็นเจ้าของเรา ดังที่ น. เปาโล กล่าวต่อไปว่า “ แต่เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าพเจ้าจะรู้หมด เหมือนที่พระเจ้า
ทรงรู้จักข้าพเจ้า ” หรือดังที่ น.ยอห์น กล่าวในจดหมายว่า “ เพื่อนรักเอ๋ย บัดนี้เราเป็นลูกของพระเจ้าแล้ว
แต่เรายังไม่แน่ใจว่า อนาคตของเราจะเป็นอย่างไร เรารู้ดังนี้ว่า เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา เราจะเป็นเหมือน
พระองค์ เพราะเราจะเห็นพระองค์ดังที่พระองค์ทรงเป็นอยู่ ” (1 ยน 3:2)


  ข. สมบูรณภาพของโลก

      ผมขอยกข้อเปรียบเทียบ ที่จะเป็นตัวอย่างช่วยให้เราเข้าใจดียิ่งขึ้น คือ ดวงตาของเรา ซึ่งก็เป็น
สมรรถภาพ ชนิดหนึ่งที่มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเกิดมา ทารกมีดวงตาอยู่แล้ว แต่มองไม่เห็นอะไร
เพราะยังปิดอยู่ ดวงตานี้จะค่อยๆ เผยอขึ้นทีละเล็กทีละน้อย หลายวันกว่าจะเคยชินกับแสงและแล้ว
จะค่อยๆ เห็นความแตกต่างระหว่างคนกับของ ระหว่างคนกับคน ค่อยๆ เห็นความลึกระยะทาง แยกสีต่างๆ
ได้ ที่สุดก็สามารถมองเห็นสิ่งหนึ่งแล้วก็รู้ทันทีว่าเป็นอะไร ใช้เพื่ออะไร ภายหลังก็สามารถตีความหมายของ
สัญลักษณ์ที่แสดงถึงค่านิยมซึ่งจับต้องไม่ได้ ดวงตาของศิลปินยังสามารถหยั่งรู้ความหมายของรูปทรง หรือกวีรู้จักมองความหมายของ แม่น้ำ ภูเขา หรือนักจิตวิทยา รู้จักมองนิสัยของคนจากพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ
นี้แสดงวา สมรรถภาพของมนุษย์มีการเจริญขึ้นเรื่อยๆ เราจะเห็นความจริงที่ในโลกนี้เรามองไม่เห็น
สวรรค์จึงเป็นสมบูรณภาพของโลก แต่เป็นสมบูรณภาพที่พ้นจากขอบเขตจำกัด

  ค. พระคริสตเจ้าผู้ทรงคืนชีพ

       องค์พระเยซูเจ้าผู้ทรงฟื้นคืนชีพ ได้แสดงถึงความจริงนี้ คือเมื่อพระองค์ทรงคืนพระชนม์ในตัวพระองค์ ทุกอย่างที่เป็นมนุษย์ไม่สูญสลายไป แต่กลับบริบูรณ์ ร่างกาย วาจา ของพระองค์มิอยู่ต่อไป แต่ไม่จำกัดใน
สถานที่ และเวลาบัดนี้พระองค์กลับเป็น “ ศูนย์กลางแห่งจักรวาลและประวัติศาสตร์ ” ดังคำเริ่มต้น
ของสมณสารสากล “ พระผู้ไถ่มนุษย์ ” (Redemptor hominis) พระสมณสารฉบับแรกของพระสันตะปาปา ยอห์นปอลที่ 2

    ง. สวรรค์ในพระคัมภีร์

     พระคัมภีร์เองก็ได้อธิบายด้วยวิธีพูดที่นำมาจากชีวิตประสามนุษย์ เช่น อาณาจักรของพระเจ้า ชีวิตนิรันดร
สันติภาพ ความยินดี บ้านพระบิดา วันที่ไม่มีสนธยา สิริมงคล งานเลี้ยง ภาพนิมิตอันบรมสุข ( Beatific
vision) แสงสว่างชัยชนะ การคืนดีบริบูรณ์ ฯลฯ

      สิ่งเหล่านี้เราต้องมองเป็นสัญลักษณ์ที่ขยายประสบการณ์ในโลกนี้ให้พ้นขอบเขตจำกัด ความแปรผัน
และข้อบกพร่องของมัน

 

 

         นักบุญเปาโลในจดหมายถึงชาวโครินทร์ (1 Cor 15:28)  ถึงกับ กล้าใช้คำพูดว่า “ เพื่อพระเป็นเจ้า
จะได้เป็นทุกอย่างในทุกอย่าง ( Latin : omnia in omnibus – Greek : Panta en pasin)   ซึ่งการแปล
ของพระวจนะสำหรับยุคใหม่ ใช้คำว่า “ พระเจ้าจะเป็นผู้ครอบครอบเหนือทุกสิ่ง ” ซึ่งค่อนข้างจะเสีย
ความหมายไป คำพูดของนักบุญเปาโลนี้ไม่ได้หมายถึงลัทธิสรรพเทวนิยม (Pantheism)ซึ่งทำลายเอกัตภาพ
ของสิ่งต่างๆ จนกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมด ก้อนหิน สัตว์ ตัวเรา ทุกอย่างเป็นพระเจ้า แต่ความเชื่อ
ของเราที่ว่า “ พระเจ้าเป็นทุกอย่างในทุกอย่าง ” หมายถึงความจริงประการนี้ คือในสวรรค์เราจะเป็น
พระเป็นเจ้าผู้ทรงเป็นหลักการ แก่นแท้ และจุดหมายของทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งต่างๆ จะยังคงเป็นสิ่งต่างๆ ต่อไป
หินเป็นหิน คนเป็นคนต่อไป แต่เราจะมีญาณพิเศษที่เห็นความหมายลึกซึ้งของทุกสิ่ง คือ พระเจ้าพระองค์
์เป็นแสงที่ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องครบถ้วน พระองค์จะเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งต่างๆ ทั้งหมด
และพระองค์จะเป็นความรักที่ค้ำจุนและดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าใครคนหนึ่งรักเรา เราก็จะรักสิ่งต่างๆ ที่ผู้นั้นรัก ไม่ว่าจะเป็น สี อาหาร ทิวทัศน์ ทะเล ภูเขา เมือง ความรักให้สีสรรใหม่กับสิ่งต่างๆ ให้ความสุข
กับธรรมชาติ ทะเลยังคงเป็นทะเล ภูเขายังเป็นภูเขา และ เมืองเป็นเมืองแต่เราจะมองสิ่งต่างๆ เหล่านี้
ในความสัมพันธ์กับคนรักของเราเช่นเดียวกัน ในสวรรค์ความรักของเราคือองค์พระเป็นเจ้า เราจะเห็น
ได้ยิน รู้สึก ว่าทุกอย่างแสดงองค์พระเป็นเจ้า ทุกอย่างจมอยู่ในและอาบอิ่มด้วยพระเป็นเจ้า
เราสัมผัสกับความจริงว่าเป็นพระเจ้า “ ทุกอย่างในทุกอย่าง ”

  จ. การเชยชมพระเจ้า

       ยิ่งกว่านั้นในชีวิตสวรรค์ มนุษย์จะเป็นสุขในการเชยชมพระเจ้า ซึ่งเป็นการมีส่วนร่วมอย่างสูงสุด
ในความรู้ของพระเป็นเจ้าเองที่ทรงมีต่อตัวพระองค์ มนุษย์จะเห็น 3 เทวบุคคลทั้งในตัวพระองค์เอง
เป็นพระบิดา เป็นพระบุตร เป็นพระจิตอย่างชัดแจ้ง และในความสัมพันธ์ต่อกันและกัน ต่อมนุษย์ และ
ต่อโลก มนุษย์จะเห็นความรักอันสร้างสรรของพระเป็นเจ้าซึ่งมอบองค์แก่มนุษย์และสรรพสิ่ง มนุษย์จะเห็น
พระสัพพัญญูญาณเยี่ยงบิดาของพระองค์ ซึ่งนำมนุษย์เข้ามาในการตอบสนองซึ่งกันและกัน ( dialoque)
ระหว่างพระวจนาตถ์กับพระบิดาในองค์พระจิต และนำมนุษย์เข้ามาสู่การแลกเปลี่ยนภายในของความรู้ และความรัก การที่พระบุคคลที่ 2 ในพระตรีเอกภาพ องค์พระวจนาตถ์ สามารถรับเอาสภาพมนุษย์
ก็แสดงว่าเป็นไปได้ที่ ธรรมชาติมนุษย์ จะรับเอาสภาพพระเจ้าเหมือนพระคริสต์ และโดยทางพระคริสต์
พระเป็นเจ้าจะอยู่ในตัวเราอย่างครบถ้วน โดยที่เรายังคงสภาพสิ่งสร้าง
และพระองค์ยังคงสภาพผู้สร้างองค์พระเป็นเจ้า จะร่วมสมานกับตัวเราในความรักอย่างลึกซึ้งจนถึงขั้นที่เรา
อาจจะเปรียบตัวเราเหมือนกับพระบุคคลภาพของ เยซู ชาวนาซาแร็ท พระวจนาตถ์ผู้ทรงรับเอากาย นี่คือ
ธรรมล้ำลึกแห่งชีวิตมนุษย์

 

 


วันฉลองนักบุญทั้งหลายวันระลึกถึง-มิสซาแด่ผู้ล่วงลับและการจุดเทียน
  วันฮาโลวีน  ความตาย  ไฟชำระ นรก - สวรรค์

ฝากข้อความ-แนะนำเรา

กลับหน้าหลัก

(ติดตามชมภาพกิจกรรมวันระลึกถึงผู้ล่วงลับที่นาโพธิ์ได้ทุกหน้า)

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูล : http://www.catholic.or.th/
บทความจากแสงธรรมปริทัศน์
โดย บาทหลวงฟรังซิส ไกส์
ภาพประกอบ : สุสานวัดคาทอลิดนาโพธิ์ สกลนคร
2 พฤศจิกายน 2008

               " รอยยิ้มของท่าน คือความใฝ่ฝันของเรา "

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. 74 หมู่ 11 ต.นาโพธิ์ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร 47210 โทร 0-4276-9204
Copyright ? 2007 PSN Studio. All rights reserved
พัฒนาโดย
Webmaster@naphoradio.com