ประเพณีไหลเรือไฟ
ILLUMINATED BOAT PROCESSION
ก่อนถึงวันงานไหลเรือไฟ ชาวคุ้มวัดจะช่วยกันประดิษฐ์ตกแต่งเรือไฟด้วยต้นกล้วย ไม้ไผ่หรือวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งที่สามารถลอยน้ำได้
ให้มีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือมีความยาวไม่น้อยกว่า 6 เมตร จะประดิษฐ์เป็นรูปเจดีย์ วิหาร หงส์ นาค ครุฑ หรือรูปอย่างใดก็ได้ที่คิดว่าสวยงาม
มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้เพื่อความสวยงามและเพื่อให้การจุดประทีป โคมไฟอยู่ได้ทนทาน
เมื่อถึงวันงานจะมีการแสดงพื้นบ้านประกอบขบวนอย่างสนุกสนานสวยงาม
ในขณะนั้นคณะกรรมการตัดสินก็จะให้คะแนนผู้ที่จัดส่งเรือไฟเข้าประกวดด้วย
ขบวนแห่เรือไฟใน
ภาคกลางคืน ก็จะมีการทำพิธีกรรมทางศาสนา เช่น กราบพระ รับศีล ฟังเทศน์ และการกล่าวบูชารอยพระพุทธบาท
ต่อจากนั้นจึงนำเรือไฟไปลงน้ำ และเริ่มจุดประทีปโคมไฟแล้วปล่อยให้ล่องไปตามแม่น้ำโขงลงไปทางทิศใต้
มูลเหตุของการไหลเรือไฟ
มูลเหตุของการไหลเรือไฟนั้นมีคตินิยมเช่นเดียวกับการลอยกระทง แต่เป็นการลอยกระทงก่อนที่อื่น 1 เดือน โดยมีความเชื่อกันหลายประเด็นคือ
- ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชารอยพระพุทธบาทที่ประทับไว้ ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที
- ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพระรัตนตรัย
- ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาคุณพระแม่คงคา
- ความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาพญานาค
ชาวนครพนมได้ผสมผสานความเชื่อถือในการไหลเรือไฟไว้ด้วยสาเหตุหลายอย่าง และเนื่องจากลักษณะทำเลภูมิประเทศแม่น้ำโขงหน้าเมืองนครพนมนั้นสวยงามมาก
โดยเฉพาะในวันเพ็ญ เดือน 11 ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศเย็นสบาย ชาวนครพนมจึงได้ร่วมใจกันฟื้นฟูประเพณีไหลเรือไฟให้เป็นประเพณีสำคัญของจังหวัดเมื่อ พ.ศ. 2523
มีงานรวม 4 วัน ตั้งแต่วันขึ้น 12 -15 ค่ำ แต่วันที่สำคัญที่สุดคือ วันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 มีการไหลเรือไฟลงสู่แม่น้ำโขงอย่างมโหฬาร

ภาพที่เห็น โครงสร้างของเรือไฟ ริมฝั่งแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม
เรือไฟ หรือภาษาถิ่นเรียกกันว่า "เฮือไฟ" นี้เป็นเรือที่ทำด้วยต้นกล้วยท่อนกล้วยหรือไม้ไผ่ ต่อเป็นลำเรือยาวประมาณ 5 - 6 วา
ข้างในบรรจุขนม ข้าวต้มผัดหรือสิ่งของที่ต้องการบริจาคทาน ข้างนอกเรือมีดอกไม้ ธูปเทียน ตะเกียง ขี้ไต้ สำหรับจุดให้สว่างไสวก่อนจะปล่อยเรือไฟ ซึ่งเรียกว่า การไหลเรือไฟ หรือ ปล่อยเฮือไฟ
ไหลเรือไฟ
ไหลเรือไฟเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทางอีสาน มีศัพท์เฉพาะท้องถิ่นว่า " เฮือไฟ" ซึ่งคล้ายกับการลอยกระทงของภาคอื่นๆ
เนื่องจากคาบเกี่ยวอยู่ในระหว่างเดือน๑๑ และเดือน๑๒ โดยถูกกำหนดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปีในเทศกาลออกพรรษา
การไหลเรือไฟของภาคอีสาน เริ่มต้นกันครั้งแรกเมื่อใดไม่ปรากฎหลักฐานยืนนันแน่ชัด แต่เข้าใจว่าคงมีขึ้นหลังจากชนชาติอินเดียเข้ามาสู่สุวรรณภูมิแล้ว
ดังที่ท่าน " เสฐียรโกเศศ" ได้กล่าวไว้ในหนังสือ " ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาล" มีบันทึกเกี่ยวกับ " ลอยกระทงอินเดีย" ไว้ดังนี้
" ข้าพเจ้าสอบถามชาวอินเดียภาคใต้ท่านหนึ่ง (พราหมณ์ ป.ส.ศาสตรี)" ถึงเรื่องลอยกระทง เขาชี้แจงว่า การลอยกระทงเรียกว่า ปติเนฎฏามเปร แปลว่า
วันที่ ๑๘ เดือน ๑๑ ทำไมจึงชื่ออย่างนี้เขาก็ไม่ทราบในวันที่มีน้ำขึ้นมาก ตอนเย็นชาวบ้านจัดอาหารพากันไปเลี้ยงริมฝั่งซึ่งมีน้ำเจิ่งฝั่ง
พอกินเลี้ยงกันเสร็จแล้วก็เอากาบกล้วยมาทำเป็นเรือเล็กๆเอาตะคันดินขนาดเล็กอย่างผางประทีปของชาวภาคพายัพมาใส่น้ำมันจุดไฟวางในเรือนั้น
หรือถ้าไม่ใช้ตะคันหากมีเทียนจะใช้เทียนไขก็ได้แล้วลอยกาบกล้วยไปตามกระแสน้ำ เรือกาบกล้วยนั้นทำแต่พอเป็นสังเขปเท่านั้นไม่ได้ทำดิบดีอะไร
และการลอยก็เป็นเพียงทำตามประเพณีเท่านั้นไม่มีความหมายในทางศาสนาอย่างไร เขาออกความเห็นว่า การลอยกระทงเห็นจะเป็นการบูชาพระแม่คงคาที่ให้น้ำ
สำหรับการเพาะปลูกได้บริบูรณ์ ตามที่เขาชี้แจงนี้แสดงให้ว่าการลอยกระทง
เป็นเรื่องทำตามประเพณีสืบกันมาเท่านั้น
ต้นเหตุเดิมสูญเสียแล้ว จึงไม่มีความหมายในลักธิศาสนาที่เขานับถือ บางแห่งว่าลอยไปบูชาพระลักษมี เรียกว่าพิธีโภชากร บ้างว่าบูชาพระทุรคาเทวีมเหสีพระศิวะ
มูลเหตุสำคัญแห่งการไหลเรือไฟของชาวอีสาน เพื่อเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ณ.ริมฝั่งแม่น้ำนัมนที
ซึ่งมีเรื่องเดิมปรากฎในอรรถกถาโรวาทสูตรว่า " เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำนัมนที
แม่น้ำสายนี้เป็นที่อยู่อาศัยของพญานาค
แล้วพญานาคได้ต้อนรับและอาราธนาให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองบาดาล
แล้วพญานาคทำการบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพญานาค
ก่อนที่จะเสด็จกลับ
พญานาคได้ทูลขอให้พระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทไว้ ณ.ริมฝั่งแม่น้ำนัมนที พระพุทธเจ้าจึงได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ตามความประสงค์
รอยพระพุทธบาทที่พระพุทธเจ้าได้ประทับนี้ ต่อมาบรรดาเทวดา มนุษย์ ตลอดจนสัตว์ทั้งหลายได้พากันมาเคารพสักการะบูชา
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการบุญกุศลพากันกราบไหว้สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ " ดังนั้นในวันปราวณาออกพรรษา ชาวอีสานจึงถือเป็นวันลอยประทีปโคมไฟ
พอใกล้ออกพรรษา บรรดาพระภิกษุสามเณรของแต่ล่ะคุ้มวัดตลอดจนชาวบ้านทุกคนต่างมาเตรียมจัดทำเรือไฟไว้ก่อนล่วงหน้าหลายวัน
โดยเอาต้นกล้วยทั้งต้นมาเสียบไม้ต่อกันให้ยาวตั้งหลายวา วางขนานกันสองแถวกว้างห่างกันพอประมาณ แล้วนำไม้ไผ่ที่เรียวยาวมาผูกไขว้กันเป็นตารางสี่เหลี่ยม
ระยะห่างกันคืบเศษวางราบกับพื้น มัดด้วยลวดให้แน่นและแข็งแรง เพื่อที่จะรอการออกแบบภาพบนแผงผู้ออกแบบจะแสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างสวยงามที่สุด
เช่น ประดิษฐ์เป็นเรื่องเป็นราวตามพระพุทธประวัติ บ้างเป็นสัตว์ในตำนาน อาทิ พญาครุฑ นาค หงส์ เป็นต้น แล้วนำไปปักติดเป็นเสาบนแพหยวกกล้วย
สมัยก่อนเชื้อเพลิงที่ใช้จุดไฟนั้นชาวบ้านใช้น้ำมันสน ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวไม่มีสี ไม่รวมตัวเป็นเนื้อเดียวกับน้ำและเบากว่าน้ำ
บ้างเป็นน้ำมันยางที่เจาะสกัดจากต้นยางตะแบก แล้วเอาไฟลนให้น้ำมันไหลออกมา ซึ่งเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ไม่ต้องเสียเงินเสียทองไปหาซื้อมา
แต่ขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยากและเสียเวลา ต่อจากนั้น เข้าจะเอาจีวรหรือสบงเก่าของพระมาฉีกให้ยาวเป็นริ้วๆแล้วชโลมด้วยน้ำมันให้ชุ่มพอได้ที่ก็นำออกผึ่งแดด
ให้หมาดราว๖-๗วันรอจนกว่าจะมีสีสันคล้ายน้ำตาลเข้มจึงจะนำไปผูกเป็นปมและมัดแน่นด้วยลวด วางระยะห่างกันพอประมาณให้เกิดความสวยงาม
บางรายจุดก้วยกะไต้(ขี้ไต้) ตั้งแต่หัวเรือจนถึงท้ายเรือทั้งสองข้าง
นอกจากนี้ภายในเรือยังมีเครื่องอุปโภคบริโภค เช่นผ้านุ่ง ผ้าห่ม กล้วย อ้อย เปือ มัน เป็นต้น
สำหรับให้ทานแก่ผู้สัญจรไปมาตามลำน้ำ
แล้วลากเรือไฟไปจอดคอยอยู่ทางต้นน้ำ
ครั้นเวลาเย็นชาวบ้านทั้งสองฝั่งลำน้ำพากันลงเรือไปชุมนุมกัน
ร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน
พอค่ำลงก็จุดไฟในเรือให้สว่างไสวก่อนที่จะเอาเชือกลากต๋งไปกลางน้ำ ต่อจากนั้นจึงปล่อยให้ลอยไปตามกระแสน้ำอย่างช้าๆ
โดยมีเรือลำเลียงคอยถือท้ายพร้อมด้วยจุดพลุตะไลฉลองควบคุมเรือไปจนกว่าจะพ้นเขตหมู่บ้านแล้วจึงพากันกลับ
คนยากจนที่อยู่ทางปลายน้ำก็คอยเก็บเอาสิ่งของมีค่าในเรือไปจนหมด มูลเหตุที่ทำให้การไหลเรือไฟไม่ได้รับความนิยมอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
เพราะก่อนหน้านั้นทำกันแบบตัวใครตัวมันตามกำลังศรัทธา เมื่อปล่อยเรือไฟล่องลอยไปพ้นเขตหมู่บ้าน
มักถูกคนที่อยู่ทางใต้ว่ายไปเก็บเอาสิ่งของมีค่า
หรือกะไต้ที่จุดไปใช ้มิฉะนั้นก็แกล้งดับไฟให้มือลงทำให้เรือไฟที่สว่างโชติช่วงอยู่ได้ไม่นาน
บ่อยครั้งเข้าผู้คนที่ร่วมแรงกันประดิษฐ์เรือไฟก็หมดกำลังใจทำให้การไหลเรือไฟซบเซาลง
ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๖ ทางจังหวัดนครพนมได้ฟื้นฟูพิธีไหลเรือไฟขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยเทศบาลเมืองนครพนมได้ประกาศชักชวนส่วนราชการ
พ่อค้า ประชาชน
และชาวคุ้มวัดต่างๆช่วยกันประดิษฐ์เรือไฟด้วยต้นกล้วย ไม้ไผ่ หรือวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ลอยน้ำได้ ให้มีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือ
มีความยาวไม่น้อยกว่า๖เมตร โดยจะประดิษฐ์เป็นรูปครุฑ นาค หรือหงส์ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ที่คิดว่าสวยงาม ส่งเข้ามาประกวดชิงรางวัล
ในปีแรกที่มีพิธีไหลเรือไฟนั้นผู้คนที่มาท่องเที่ยวได้พบเห็นต่างๆพากันตะลึงในความสวยงาม คล้ายกับเกาะนิมิตขนาดใหญ่ที่ลอยเลื่อนอยู่กลางแม่น้ำโขง
เรือไฟแต่ละลำประดับโคมไฟอย่างงดงามแพรวพราว ซึ่งเป็นภาพที่ชวนประทับใจจนยากที่จะลืมเลือนได้
ปีต่อมา
การทำเรือไฟจึงมีวิธีตกแต่งให้วิจิตรพิสดารยิ่งขึ้น รู้จักนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประกอบ สามารถดัดแปลงเรือไฟให้มีรูปร่างแปลกตาออกไป
เพื่อความสะดวกคล่องตัวเชื้อเพลิงที่เคยใช้จุดไฟให้สว่าง จากเดิมใช้กะไต้หรือน้ำมันยางก็เปลี่ยนมาเป็นน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันโซล่า
สำหรับไส้ชนวนที่เคยใช้เศษผ้าจีวรเก่าหรือสบงเก่าของพระมาฉีกเป็นริ้วนั้น ก็เปลี่ยนมาใช้ด้ายบรรจุในตะเกียงที่ทำจากขวดแก้วของยาชูกำลัง
หรือกระป๋องโลหะ
บรรจุเครื่องบริโภค ส่วนจะนำวัสดุใดมาทำตะเกียงนั้นขึ้นอยู่กับการวางแผนของผู้สร้างเรือไฟแต่ละลำ
โดยคำนึงถึงคุณสมบัติของวัสดุประเภทนั้นๆ
ช่น กระป๋องโลหะสามารถบรรจุปริมาณเชื้อเพลิงได้มากกว่าทำให้จุดไฟได้สว่าง ลอยอยู่พื้นน้ำนานอีกทั้งทนต่อการใช้งาน ส่วนขวดแก้วหาง่ายราคาถูก
เหมาะกับเรือไฟที่ต้องใช้ตะเกียงมากกว่าหนึ่งพันดวงขึ้นไป
ส่วนแพหยวกกล้วยที่เดิมถูกนำมาทำทุ่น จำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ถังเหล็กขนาดใหญ่ที่ใช้บรรจุน้ำมันมาปูด้วยแผ่นไม้กระดานทับไว้ข้างบน
ซึ่งสามารถรองรับน้ำหนักได้มากตามความต้องการ โครงเรือไฟแบบเก่า ที่ทำด้วยไม้ไผ่นั้น เริ่มมีการใช้โครงเหล็กเสริมตาข่าย
เพื่อที่จะดัดแปลงรูปร่างได้ตามต้องการ
อีกทั้งยังมีความแข็งแรงทนทานและมีความปลอดภัยสูงกว่าเก่าด้วย
การไหลเรือไฟนับจากปี พ.ศ.๒๕๓๓เป็นต้นมาทางจังหวัดได้มีการขอพระราชทานไฟพระฤกษ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
อัญเชิญมาจุดเรือไฟแบบดั้งเดิมแล้วจุดต่อไปยังเรือไฟประกวดลำอื่นๆ
ทั้งนี้เพื่อความเป็นศิริมงคลของการจัดงานประเพณีของจังหวัดซึ่งได้มีการปฏิบัติสืบมาเช่นนี้เป็นประจำทุกปี
เรือไฟของจังหวัดนครพนมใช่ว่าจะมีแต่ความโอ่อ่างดงามตระการเพียงเท่านั้นแต่ยังมีคุณค่าและสิ่งที่แฝงปรัชญาทางศาสนาความเชื่อ
จากอานิสงส์ที่ได้รับจากการทำบุญร่วมกันอีกทั้งมีดวงจิตที่ใสสะอาดจากการฟังเทศน์
ประการสุดท้ายอุบายที่แฝงอยู่ในพิธีเรือไฟคือ กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา...

















