สติและสัจจะ
โดย คุณพ่อธีระยุทธ อนุโรจน์ บทเทศน์ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณ โอกาสเตรียมฉลองบุญราศี สองคอน
คืนวันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 2009
เราเห็นว่าปัญหาทุกวันนี้ ในสังคม ในครอบครัวและแม้แต่ตัวเราเองแต่ละคน สิ่งที่เป็นปัญหาและเป็นสาเหตุทำให้เราขาดความสุข
ทำให้เราวอกแวกทำให้เราสับสนคืออะไร หลายครั้งเราก็คิดไม่ออกเพราะเราต้องทำงานในสังคม ทำงานอาชีพท่ามกลางผู้คนมากมาย
แต่วันนี้เราได้มาที่นี่ เราได้สงบ เราได้หยุดพักผ่อน เราได้ทบทวน เราได้ไตร่ตรอง
ลานแห่งสติคืออะไร เราดูสิ่งที่เป็นปัญหาของคนทุกวันนี้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือความหลง แม้แต่พระพุทธเจ้าเองเวลาสอนก็บอกว่า
ปัญหาสำคัญที่สุดคืออวิชา คือการไม่รู้จริง รู้อย่างที่เราอยากรู้ เข้าใจอย่างที่เราอยากเข้าใจ แต่เราไม่ได้รู้อย่างที่มันน่าจะเป็นหรือเป็นจริง
นั่นคือปัญหา เพราะฉะนั้นเราจึงเกิดความไม่เข้าใจกัน เกิดการทะเราะเบาะแว้ง เกิดการอะไรเยอะแยะ เราจะหาความรู้นี้จากไหนหละ
พระเยซูเจ้าบอกเราชัดเจนในคำสอนเวลาที่เราเรียนตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะล้างบาป พระเยซูเจ้าบอกความชัดเจนแก่เราว่า
เราเป็นใคร มาจากไหน และจะไปไหน คนอื่นอาจจะตอบไม่ได้ อาจตอบได้ว่าเราเป็นลูกใครหลานใคร จะไปไหนเราอาจตอบไม่ได้
แต่ในคำสอนของพระเยซูเจ้าบอกเราว่า เรามาจากพระเป็นเจ้าเจ้า พระเป็นเจ้าสร้างเรามา
ทรงเป็นพระเป็นเจ้าเพราะพระองค์
เป็นเจ้าของ
ทุกสิ่งทุกอย่าง
ในจักรวาลนี้ ไม่ใช่แต่ชีวิตของเรา นี่เป็นสติที่ทำให้เรารู้ความจริงว่านี่พระเยซูเจ้าบอกนะ
หลายคนทุกวันนี้พยายามจะหาทฤษฎีต่างๆ อย่างทฤษฎีวิวัฒนาการเพื่อจะบอกว่าเราไม่ได้มาจากพระเป็นเจ้า
อาจจะวิวัฒนาการจากสัตว์เซลเดียวหรือสองเซลไม่สำคัญ แต่สุดท้ายเราต้องแน่ใจว่าแม้แต่เซลเดียว สองเซลหรือไม่มีเซล
มันมาจากพระเป็นเจ้าผู้เป็นเจ้าของ คำภาษาไทยพูดชัด พระเป็นเจ้า นี่เป็นสิ่งที่พระเยซูเจ้าบอกชัดกับเราเพื่อเราจะได้ไม่หลง
เรามาเพราะพระองค์สร้างเรามา ด้วยวิธีไหนอย่าไปสนใจมัน แต่ที่มาของเราเรารู้ชัดว่าเรามาจากพระเป็นเจ้าเพราะพระองค์เป็นเจ้าของ
เรามาอยู่ในโลกนี้เพื่ออะไรละ คำสอนบอกว่าเราอยู่ในโลกนี้เพื่อจะรักและรับใช้พระเป็นเจ้าในเพื่อนมนุษย์และในโลกจักรวาล
นี่เป็นหน้าที่และบทบาทของเรา จุดนี้เราสามารถได้ความจริงได้สติว่า เมื่อพระองค์บอกหลังจากสร้างโลกแล้วว่า จงบริหารจัดการ ไม่ได้บอกให้เป็นเจ้าของ แต่หลายครั้งเราหลงเหมือนกับว่าเราเป็นเจ้าของ เหมือนคนใช้ที่อยู่บ้านเจ้านายหลังละร้อยล้าน
เจ้านายไม่เคยอยู่บ้านเลย คิดว่าตนเองเป็นเจ้าของมันไม่ใช่ เจ้าของก็เป็นเจ้าของ คนบริหารก็เป็นคนบริหาร คนรับใช้คนบริการ
ก็เป็นคนบริการ เพราะพระเป็นเจ้าสร้างเรามาเพื่อบริหารจัดการ ช่วยและร่วมมือกับพระองค์ในการเสริมสร้างโลกและสังคมให้อยู่ดีมีสุข
นี่เป็นหน้าที่และภาระของเรา
จากข้อนี้เราสามารถเข้าใจได้ว่า โลกนี้จึงเป็นแค่โรงแรมที่เราพักชั่วคราวแล้วก็ผ่านไป จะโรงแรมห้าดาว สามดาว หรือรูหนู
ก็โรงแรมทั้งสิ้น เราไม่ได้อยู่ตลอดชีวิตของเราที่นั่น เราจะอยู่เพียงชั่วคราว หนึ่งชั่วชีวิต ร้อยปี แปดสิบปี
บางคนโชคไม่ดีก็ปีหนึ่ง
แล้วเราก็ต้องผ่านไป นี่เป็นจุดที่เราสามารถรักษาสติของเรา เมื่อเราเข้าใจแบบนี้เราก็สามารถดำเนินชีวิตของเราได้อย่างดีมีสติ
ไม่โลภเกินไป ไม่หลงเกินไป ไม่ชิงดีกันเกินไป ไม่วุ่นวายกันเกินไป เพราะเรารู้ว่าเราอยู่เพียงแค่นี้นะไม่นานนัก
และหน้าที่ของเราคือจุดประสงค์ที่พระเจ้าสร้างเรามาคืออยู่เพื่อรักและช่วยเหลือกันและกัน เป็นเพื่อนร่วมทางซึ่งกันและกัน
หากเราดูในทางการเมืองคุณหมอประเวช วะสีมักจะพูดเรื่องนี้บ่อยๆ ว่า เราที่อยู่ในโลกนี้เป็นเหมือนกับไก่ในเข่ง
ไก่ที่อยู่ในเข่งไปไหนใครก็รู้ว่าต้องไปโรงเชือด แต่มันพยศเหลือเกินไก่ในเข่ง ขณะที่เดินทางอยู่บนรถมันยังจิกกันจนเลือดออก
ไปซ้ำเติมกันทำไม เราทุกคนชะตาเดียวกัน ทำไมไม่อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ช่วยกัน พยุงกันให้อยู่ดีมีสุข เพื่อวันหนึ่งเมื่อถึงตรงนั้นเราก็จบ
เราอยู่ในโลกนี้เพื่อจุดประสงค์นี้
คำถามต่อไปและหลังจากนั้นเราจะไปไหน ในคำสอนบอกว่าพระเป็นเจ้าสร้างเรามาให้อยู่ในโลกนี้เพื่อรักและรับใช้พระองค์
์ผ่านทางสิ่งสร้างทั้งหลาย และสุดท้ายวันหนึ่งเราจะกลับไปหาพระองค์อีกครั้งหนึ่ง นั่นวัฎจักรของชีวิตมันอยู่แค่นี้ หากเรามีสติและคิดถึงสิ่งนี้
ความกระวนกระวาย ความทุกข์ของเราหรือสิ่งต่างๆ ที่เราพบปะในชีวิตของเรานั้น เราจะดูเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกับฤดูกาล เดี๋ยวฝน
เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวแดดไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่ถาวรมันจะต้องผ่านพ้นสักวันหนึ่ง เราจะต้องข้ามไปยังภพหนึ่งอีกจุดหนึ่ง
คือเราจะกลับไปหาพระเป็นเจ้า
นี่คือสติ พระเป็นเจ้าบอกเราว่านี่แหละเป็นสิ่งที่เรามีจุดประสงค์แบบนี้ว่าเราถูกสร้างมาจากพระเป็นเจ้า
เราอยู่ในโลกนี้เพื่อรัก
และรับใช้ซึ่งกันและกัน
เพื่อเห็นแก่พระเป็นเจ้า และวันหนึ่งเราทุกคนก็จะกลับไปหาพระเป็นเจ้าในเมืองที่บรรดามรณสักขีทั้งหลายอยู่
เราก็จะอยู่ที่นั่นกับพระเป็นเจ้า พราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่เราจะต้องตระหนักว่านี่คือแหละคำสอนของพระเยซูเจ้า
ซึ่งเป็นพื้นฐานคำสอนคาทอลิกเรา ว่านี่แหละคือสิ่งที่เราจะต้องพยายามฝึกฝนและปฏิบัติตาม
เมื่อเรามีคำสอนนี้เป็นพื้นฐานในชีวิตก็แน่นอน ชีวิตเราแม้จะสำเร็จเราก็ไม่เหลิงจนเกินเหตุ
เวลาที่ตกต่ำเราก็ไม่ท้อทอย
หรือทุกข์ใจจนสิ้นหวัง
แต่เรารู้ว่าวันเวลาเหล่านั้นมันเหมือนฤดูกาล เมื่อผ่านฝนก็เป็นหนาว
เมื่อผ่านหนาวเดี๋ยวก็เป็นร้อน
นั่นเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องพบ
สุกๆ ดิบๆ ร้อนๆ หนาวๆ ทุกข์ๆ สุขๆ แต่เป้าหมายของเราเราต้องชัดเจนที่นั่น พระเป็นเจ้า
เพราฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียกสติของเราในวันที่เรามาหาบุญราศี
คราวนี้มาถึงลานสัจจะ สัจจะคือความจริง วันนี้เรามาร่วมกันฉลองบุญราศีทั้งเจ็ด
พวกเขาได้ถือบัญญัติข้อที่หนึ่ง
ของพระเป็นเจ้าอย่างดีที่สุด
และชัดเจนที่สุด พระบัญญัติข้อที่หนึ่งคืออะไร จงนมัสการพระเป็นเจ้าผู้เดียวของเจ้า
บุญราศีทั้งเจ็ดได้ถือบัญญัติข้อนี้ ที่จริงเขาไม่ได้เรียนมากเป็นซิสเตอร์สองคน เป็นแม่ครัวและเป็นเด็กรับใช้ในวัด
เป็นคนยากจนไม่ได้มีอะไรมากมายแต่เขาได้ถือจุดนี้ชัดเจน พระเป็นเจ้าผู้เดียวของเจ้า
เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นชีวิตของเขาที่ลานสัจจะ เขาได้ถือคำนั้นตั้งแต่วันที่เขารับศีลล้างบาป เวลาที่เราล้างบาปพระสงฆ์จะถาม
ท่านจะทิ้งกิจการของปีศาจ เชื่อพระเป็นเจ้าไหม เราก็ตอบอย่างเต็มใจ บางทีเราเป็นเด็กเล็กอาจตอบไม่ได้พ่อแม่ก็ตอบอย่างเต็มใจ
เชื่อพระเป็นเจ้า ทิ้งปีศาจ เพราะฉะนั้นคนเจ็ดคนวันนี้เป็นตัวอย่างชีวิตของเรา วันนี้เราจึงมาหาตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับชีวิตของเรา
มาเป็นกำลังใจของกันและกันเพื่อเราจะได้สามารถดำเนินชีวิตเหมือนกับเจ็ดคนนั้น
เราเห็นประวัติของเขา ประวัติของเขาถูกท้าทายมาก นายตำรวจในสมัยนั้นถือว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่มีอำนาจมากบารมีมากมาบอกว่าถ้าคุณไม่อยากตาย อยากก้าวหน้าในชีวิตก็เลิกสิ
อย่าเป็นคาทอลิก ถอดเสื้อซะ ซิสเตอร์ก็ถอดไม่ใส่ชุดซิสเตอร์ แต่หลังจากนั้นเขาไปเรื่อยๆ
จนที่สุดบอกว่า
สุดท้ายคุณต้องทิ้งพระเป็นเจ้า ไม่ทิ้งคุณต้องตาย ซิสเตอร์และพรรคพวกเจ็ดคนที่สุดบอกว่าอย่างไร
ถ้าต้องทิ้งพระเป็นเจ้าข้าพเจ้าขอตาย เพื่อยืนยันสัจจะที่ได้ให้กับพระเป็นเจ้าว่าเราจะรักพระเป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
เพราะเงื่อนไขที่ตำรวจให้กับซิสเตอร์ ซิสเตอร์ก็สวยนะ ดูในรูปสวยมาก เป็นคนสวย เขาบอก เออ..เลือกสิแล้วมาแต่งงานกับฉัน
ฉันจะให้คุณ คุณต้องมีอนาคตก้าวหน้าแน่นอน แต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นได้ยึดถือสัจจะเดินไปที่ป่าศักดิ์สิทธิ์
ขอนไม้ที่เราเห็นอยู่ที่ลานยังอยู่ที่นั่น คุกเข่าที่ขอนไม้ยินดีตายเพื่อรักษาความจริง















เอื้อเฟื้อภาพและบทเทศน์
จาก คพ.ขวัญ ถิ่นวัลย์
|