" รักในหลวง ห่วงชุมชน
คนของแผ่นดิน
สร้างถิ่น ไทยเจริญ"




 

"YouCat" หนังสือคำสอนพร้อมลายเซ็นพระสันตะปาปา
 
Posted by editor@popereport.com on 09 July 2011 18:09

 
     


นี่คือหนังสือคำสอนสำหรับเยาวชนทั้งหลายที่จะแจกในการชุมนุมเยาวชนโลกที่กรุงมาดริด พระสันตะปาปาทรงใช้พระองค์เองเป็นหลักประกัน พร้อมเชื้อเชิญว่า “ หนังสือเล่มนี้บอกกับเราโดยตรงถึงชะตาชีวิตของเรา” ยิ่งกว่าวรรณกรรมสืบสวนเสียอีก

ซานโดร มาจิสแตร์ - เขียน

Josh Tuam - แปลและเรียบเรียง

 




งานเขียน “ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก” เป็นหนึ่งในพระราชนิพนธ์ที่ยิ่งของ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 กระนั้นก็ดี ยังมีน้อยคนนักที่สนใจและเข้าใจงานชิ้นนี้

ขณะที่ยังเป็น พระคาร์ดินัล โยเซฟ รัตซิงเกอร์ (พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16) ได้มีส่วนในผลงานดังกล่าว และในฐานะพระสันตะปาปา พระราชกิจแรก เมื่อวันที่28 มิถุนายน 2005 “ ประมวลคำสอนพระศาสนจักร” ได้ถูกพิมพ์ย่อในรูปแบบของถามตอบ 598 ข้อ

บัดนี้พระองค์ได้ได้ทรงพยายามอีกครั้ง ในผลงานชิ้นที่สาม ที่มีเป้าหมายเป็นกลุ่มอายุ 14 ถึง 20 ปี ในสำนวนโวหารที่เจาะจงที่เจอถึงพวกเขาโดยเฉพาะ

“ ยูแคท (YouCat)” ย่อมาจาก “ ยูธ คาทอลิก (Youth Catholic - เยาวชนคาทอลิก)” ได้เริ่มต้นโครงการที่ออสเตรีย ภายใต้วิสัยทัศน์ของ พระคาร์ดินัล คริสโตฟ โชนบอร์น พระอัครสังฆราชแห่งเวียนนา ภาษาต้นฉบับเป็นภาษาเยอรมัน ส่วนฉบับภาษาอิตาเลียนได้ถูกเรียบเรียงโดย พระคาร์ดินัล อันเจโล่ สโคล่า ประมุขแห่งอัครสังฆมณฑเวนิส และถูกจัดพิมพ์ที่ ซิตตา นูโอวา โรงพิมพ์ของกลุ่มโฟโคลาเร

งานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “ ยูแคท” จะมีในงานเยาวชนโลก ณ กรุงมาดริด วันที่ 16-21 สิงหาคม 2011 ในวันดังกล่าว เยาวชนทุกคนจะได้รับหนังสือพร้อมกับ “ เป้ผู้แสวงบุญ” ( เป้ที่จะมอบให้ผู้ร่วมงานทุกคน)


เค้าโครงของ “ ยูแคท” ก็เหมือนกับข้อคำสอนหลักๆ เริ่มต้นด้วย “ บทข้าพเจ้าเชื่อ” ตามด้วยศีลศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ด บัญญัติสิบประการ  และลงท้ายด้วย “ ข้าแต่พระบิดาของเรา”

สำหรับคำนำโดยพระสันตะปาปานั้น ได้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในนิตยสาร อิล เมสซาจเจโร่ ดิ ซาน อันโตนิโอ และ ลอสแซร์วาตอเร่ โรมาโน่ ซึ่งตีพิมพ์ไปเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มันเป็นคำนำที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นลายฝีพระหัตถ์โดยตรงปราศการการแปลใดๆ พระสันตะปาปาได้บรรยายถึงความสร้างสรรค์ในคำสอนคาทอลิก เชื้อเชิญในความกล้าหาญที่จะประกาศยืนยันความเชื่อ อีกทั้งอธิบายเหตุผลที่พระองค์มุ่งหมายให้ผลงานฉบับนี้มุ่งสู่บรรดาเยาวชน ความสำเร็จของ “ ยูแคท” ยังไม่ปรากฏ แต่จากผลงานประมวลคำสอนพระศาสนจักรก็ชี้ให้เห็นว่าได้นำคำสอนคาทอลิกที่ดูห่างไกลกลับมาสู่พระกายของพระศาสนจักร

ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา พระศาสนจักรในประเทศต่างๆได้ทุ่มเทมากมายเพื่อที่จะสร้างผลิตผลสำหรับข้อความเชื่อของพวกเขา แต่แม้จะได้รับการสนับสนุนจาก สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 และ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 แต่ผลสำเร็จก็ยังดูน่าผิดหวัง ผลดังกล่าวก็คือ ทุกวันนี้ การสอนคำสอนให้บรรดาคนรุ่นใหม่เป็นหลุมดำที่น่าเศร้าสลดยิ่งของการอภิบาลของพระศาสนจักร หลุมดำนี้เองที่เป็นที่มาของคำนำของ“ ยูแคท” เป็นต้นคำกล่าวที่เชิญชวนเยาวชนว่า “ จงหยั่งรากลึกในความเชื่อให้ยิ่งกว่าคนรุ่นก่อนของพวกเธอ”


และนี่คือคำนำทั้งหมด จากฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16

___________________

“ พ่อขอแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือที่แสนพิเศษเล่มนี้”
   โดย เบเนดิกต์ ที่ 16


ถึงเพื่อนเยาวชนที่รักทั้งหลาย! วันนี้พ่อขอแนะนำให้ลูกอ่านหนังสือที่แสนพิเศษเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา แต่ก็พอหาวิธีที่จะอธิบายได้ พ่อขออธิบายสั้นๆเพื่อที่ลูกๆจะได้เข้าใจถึงความเอกลักษณ์เฉพาะของมัน

หากจะกล่าวที่มาของ “ ยูแคท” ก็คงต้องย้อนไปถึงยุค'80 นั่นเป็นช่วงเวลาที่ลำบากสำหรับพระศาสนจักรที่มีองค์กรอยู่ทั่วโลกขณะที่เราต้องการที่ลุกขึ้นเพื่อหาทิศทางใหม่เพื่อก้าวสู่อนาคต หลังการสังคายวาติกัน ครั้งที่ 2 (1962-1965) และการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางสังคม ผู้คนมากมายไม่ทราบแน่ชัดว่าความเชื่อที่ถูกต้องของคริสตชนเป็นอย่างไร พระศาสนจักรสอนอะไร และจะปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมใหม่อย่างไร

คริสต์ศาสนาไม่ใช่สิ่งที่ล้าสมัยไปแล้วหรือ? คนๆหนึ่งจะสามารถหาเหตุผลที่จะยังคงเป็นผู้มีความเชื่อในทุกวันนี้ได้หรือ? นี่คือคำถามที่บรรดาคริสตชนต่างถามตัวเองในทุกวันนี้

ดังนั้น สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ สอง ได้ตัดสินใจอย่างกล้าหาญว่า บรรดาพระสังฆราชทั่วโลกควรจะเขียนหนังสือเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ พระองค์ ( พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2) ได้มอบความวางใจให้พ่อประสานงานกับบรรดาพระสังฆราชและให้เกิดความมั่นใจที่จะเกิดหนังสือ พ่อหมายถึงหนังสือจริงๆ มิใช่เป็นเพียงการจัดวางข้อความมากมายมารวมกัน หนังสือเล่มนั้นชื่อ “ คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก” ซึ่งยังคงเป็นสิ่งใหม่ที่ค่อยกระตุ้นและแสดงออกถึง สิ่งที่พระศาสนจักรคาทอลิกเชื่อในทุกวันนี้ อีกทั้งการที่คนๆหนึ่งจะสามารถมีความเชื่อในท่าที่ตั้งอยู่บนเหตุผล

ตอนนั้นพ่อเป็นกังวล และต้องสารภาพว่าพ่อเองก็สงสัยว่างานดังกล่าวนี้จะสำเร็จได้หรือไม่


จะเป็นไปได้หรือที่เราได้รว่มกันผลิตหนังสือที่จะให้คนอ่านได้ทั่วโลก? เราจะสามารถผลิตข้อความที่สร้างเอกภาพหนึ่งเดียว อีกทั้งความเข้าใจแก่บุคคลที่มีความหลากหลาย มิใช่เพียงพื้นที่ แต่ยังด้านความรู้ และวัฒนธรรม แก่ทุกๆทวีปได้หรือ?

นี่นำมาสู่ความจริงที่ว่า บรรดาพระสังฆราชต่างมิได้ต่างคนต่างเขียน แต่ร่วมมือกันโดยมีเป้าหมายเพื่อพี่น้องและพระศาสนจักรท้องถิ่นของพวกเขานั่นเอง

พ่อต้องสารภาพแม้ทุกวันนี้ พ่อรู้สึกเหมือนเป็นอัศจรรย์แก่พ่อที่โครงการนี้สำหรับในท้ายที่สุด เราพบปะกันสามถึงสี่ครั้งต่อปี ครั้งละหนึ่งสัปดาห์ แล้วเราก็วุ่นวายแนะนำกันโต้เถียงกันในแต่ละคำที่นิพนธ์

สิ่งแรกที่เราทำคือการวางโครงสร้างของหนังสือ มันจึงทำงานได้ง่ายเพราะแต่กลุ่มย่อยก็จะได้รับหัวข้อที่ชัดเจน แล้วไม่ต้องเสียพลังการการใช้ศักยภาพของตนกับระบบที่ไม่ชัดเจน โครงสร้างนั้นก็เป็นโครงสร้างเดียวกับหนังสื่อเล่มนี้ ซึ่งได้ถูกรวมรวมจากประสบการณ์ทางคำสอน ย้อนกลับไปหลายศตวรรษว่า เราเชื่ออะไร เราทำการฉลองธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าอย่างไร เรามีชีวิตในพระคริสตเจ้าอย่างไร และเราควรภาวนาอย่างไร

พ่อไม่อยากอธิบายว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับคำถามที่มีปริมาณมากเพียงใด จนกว่าหนังสือจริงจะออกมา ในการทำงานลักษณะนี้จะเกิดความลังเลในหลายจุด ทุกสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำนั้นไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น แต่ก็สามารถพัฒนาได้ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยม เป็นเครื่องหมายของเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย เช่นเดียวกับเสียงสำเนียงที่หลากหลายก็ประสานกันเป็นคณะขับร้องประสานเสียง เพราะว่าเรามีความเชื่อพื้นฐาน ที่พระศาสนจักรได้มอบให้เราสืบทอดจากอัครสาวกผ่านกาลเวลาเป็นหลายศตวรรษมาจนทุกวันนี้

ที่มาที่ไป


ย้อนกลับมาช่วงเวลาที่เรากำลังร่าง " คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก" เราได้ทราบว่า ไม่เพียงแต่เป็นทวีปและวัฒนธรรมของคริสตชนเท่านั้นที่แตกต่างกัน แต่ยังในสังคมของแต่ละทวีปก็มี " ความหลากหลาย" : ผู้ใช้แรงงานมีความคิดแตกต่างจากของเกษตรกรและกายภาพที่แตกต่างจากนักปรัชญา ผู้ประกอบกิจการแตกต่างจากนักข่าว, คนหนุ่มสาวแตกต่างจากผู้สูงอายุ

ด้วยเหตุนี้ เราจำเป็นต้องอยู่เหนือทุกความแตกต่างในภาษาและความคิด และตามที่ได้หาพื้นฐานเดียวกันร่วมกันระหว่างอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน เรารู้มากยิ่งขึ้นว่าถ้อยคำต้องการ " การถอดความ" มากเพียงใดในโลกที่แตกต่างกันเพื่อที่จะสามารถเข้าถึงบรรดาผู้คนที่มีความคิดและปัญหาที่แตกต่างกัน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ณ งานวันเยาวชนโลก (ที่ โรม, โตรอนโต, โคโลญจน์, ซิดนีย์), คนหนุ่มสาวจากทั่วโลกได้พบปะผู้ที่ปรารถนาจะมีความเชื่อ แสวงหาพระเจ้า รักพระคริสต์ อยู่ตลอดเส้นทางการเดินทาง ในบริบทนี้พวกเราถามตัวเองว่าหากเราไม่พยายามที่จะแปล " คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก" เป็นภาษาของเยาวชน และนำถ้อยคำเหล่านี้ไปสู่โลกของพวกเขา โดยธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีความหลากหลายในกลุ่มเยาวชนในทุกวันนี้ ดังนั้นภายใต้การรับรองโดยพระสังฆราชแห่งเวียนนา พระคาร์ดินัล คริสโตฟ โชนบอร์น   " ยูแคท" ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเยาวชน พ่อเชื่อว่าจะมีเยาวชนหลายคนที่ยินยอมให้ตนหลงใหลหนังสือเล่มนี้

บางคนบอกว่าทุกวันนี้เยาวชนไม่ได้สนใจคำสอนอีกแล้ว แต่พ่อไม่เชื่อในคำกล่าวนั้นและพ่อมั่นใจว่าพ่อเป็นฝ่ายถูก เยาวชนไมได้ตื้นเขินดั่งที่พวกเขาถูกกล่าวหา พวกเขาต้องการทราบถึงความจริงเป็นจริงของชีวิต นวนิยายอาชญากรรมเป็นการกล่าวถึงชะตาชีวิตที่น่าสนใจเพราะมันจับใจเราโดยประสบการณ์ชีวิตของผู้อื่น แต่หากเป็นประสบการณ์ของเราเองเล่า หนังสือเล่มนี้จะน่าสนใจเพราะพูดกับเรามากของโชคชะตาของเราจึงกังวลเราแต่ละคนอย่างใกล้ชิด

 

ด้วยเหตุนี้   พ่อขอเชื้อเชิญลูก มาเรียนคำสอนกันเถอะ! นี่คือความปรารถนาจากใจของพ่อ


พ่อขอกล่าวเพื่อไม่เป็นการประจบลูก  ประมวลคำสอนเล่มนี้ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาที่ง่ายดาย  มันขึ้นอยู่การวิถีชีวิตใหม่ในส่วนตัวของลูก หนังสือเล่มนี้นำเสนอลูกด้วยถ้อยคำจากพระวรสารที่เป็นดั่ง “ ไข่มุกเม็ดงาม” ( มธ.13:45)  สำหรับทุกสิ่งที่ลูกจะต้องถวาย

พ่อวอนขอต่อลูก จงศึกษาคำสอนด้วยหมดทั้งความรู้สึกและความพากเพียร  จงเสียสละเวลาของลูก! จงศึกษาอย่างเงียบๆในห้องของลูก อ่านกับผู้อื่น เป็นกลุ่ม เป็นเครือข่าย แลกเปลี่ยนความคิดบนอินเตอร์เน็ต หรือหนทางใดๆ ที่ยังคงดำเนินในบทสนทนาแห่งความเชื่อ

ลูกต้องรู้ในสิ่งที่ลูกเชื่อ: ต้องรู้จักความเชื่อของลูกอย่างแม่นยำ เฉกเช่น โปรแกรมเมอร์ที่เชี่ยวชาญรู้จักทราบถึงระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับที่นักดนตรีรู้จักเครื่องดนตรีของตน แน่ทีเดียว ลูกต้องหยั่งรากลึกลงในความเชื่อให้ยิ่งกว่าสมัยของพ่อแม่ของพวกลูกเพื่อที่จะมีพละกำลังและความมั่นคงในการต่อสู้กับการประจญล่อลวงในยุคนี้

ลูกต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเบื้องบน หากลูกไม่ต้องการให้ความเชื่อเหือดแห้งไปประดุจหยาดน้ำค้างในดวงตะวัน หากลูกไม่ต้องการที่จะถูกชักจูงตามกระแสบริโภคนิยม หากลูกไม่ต้องการความรักของลูกเน่าเปื่อยในสื่ออนาจาร หากลูกไม่ต้องการทีจะหักหลังผู้อ่อนแอและเหยื่อของการละเมิดและความรุนแรง

หากลูกยินดีมอบตัวลูกและความรู้สึกทั้งหมดสู่การเรียนคำสอน  พ่อก็ยินดีที่จะให้คำแนะนำเล็กน้อยสุดท้ายแก่ลูก 

ลูกทุกคนต่างทราบดีว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ชุมชนแห่งความเชื่อได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของปีศาจ โดยการที่บาปเจาะทะลวงสู่ภายใน เข้ามาแม้แต่ใจกลางของพระศาสนจักร อย่าใช้เวลานี้เป็นข้ออ้างที่จะหลบหนีจากพระพักตร์พระเจ้า พวกลูกคือพระกายของพระคริสตเจ้า พระศาสนจักร! จงจุดไฟรักแก่พระศาสนจักรในทุกเวลา ต่อหน้าทุกคนที่กำลังบดบังพระพักตร์ของพระศาสนจักร  " อย่าเฉื่อยชา จงมีจิตใจกระตือรือร้นในการรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า" ( โรม 12:11)

ในช่วงที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์อิสราเอล พระเจ้ามิได้เรียกบุคคลที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่ยอมรับในสังคม แต่ทรงเรียกชายหนุ่มนามว่า เยเรมีย์ เยเรมีย์รู้สึกหนักใจว่างานนี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ตนจะกระทำได้(เยเรมีย์ 1:6) " แล้วข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า อนิจจา ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของข้า ข้าพเจ้าพูดไม่เป็น ข้าพเจ้ายังเด็กเกินไป" แต่พระยาเวห์ตรัสตอบว่า " อย่ากล่าวว่า “ ข้าพเจ้ายังเด็กเกินไป” ผู้ใดที่เราส่งเจ้าไปหาเขา เจ้าจะไปหาเขา  สิ่งใดที่เราบัญชาเจ้า เจ้าจะพูดได้” ( เยเรมีย์  1:7)

พ่อขออวยพรและภาวนาเพื่อลูกทุกคนทุกๆวัน

เบเนดิกต์ ที่ 16

 

 

 

     

 

 

 

                                                                                               

                                                                                                                                                                          ที่มาต้นเรื่อง