|
ตุลาคม 2009
ไปสูดกลิ่นไอ ต้านสายลมที่โบกโบย ชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เลียบริมฝั่งหนองหาร ฟังตำนานเล่าขาน ต้นกำเนิด ตำนานรักไอ่คำ
ตอนที่ 1
เล่าขานตำนานหนองหาร สกลนคร
หนองหารสกลนคร
เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยปานกลางประมาณ 158 เมตร
ระดับน้ำในหนองหารลึกประมาณ 3-8 เมตร ในบริเวณหนองหารมีเกาะต่าง ๆ กว่า 20 เกาะ เช่น เกาะดอนสวรรค์ ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด บนเกาะมีวัดร้าง และพระพุทธรูปเก่าแก่ นอกจากนั้นตามเกาะต่าง ๆ เหล่านี้จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่มากมาย เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด บางเกาะได้สร้างศาลาพักร้อน เช่น เกาะแก้ว เกาะดอนสะคาม และเกาะดอนสะทุง ซึ่งในเวลากลางวันสาหร่ายที่อยู่ใต้พื้นน้ำ
เมื่อแดดส่องลงในน้ำจะเห็นสาหร่ายเป็นสีทอง
ทั้งนี้ หนองหารจังหวัดสกลนครครอบ มีพื้นที่ กว้างประมาณ 7 กิโลเมตร ยาว 18 กิโลเมตร พื้นที่รวมทั้งสิ้น 123 ตารางกิโลเมตร
ครอบคลุมเขตการปกครองเทศบาลเมืองสกลนคร
กับอีก 10 ตำบล ของอำเภอเมืองสกลนคร และอำเภอโพนนาแก้ว ได้แก่ ตำบลธาตุเชิงชุม ตำบลธาตุนาเวง ตำบลเชียงเครือ ตำบลท่าแร่ ตำบลนาแก้ว ตำบลบ้านแป้น ตำบลนาตงวัฒนา
ตำบลม่วงลาย ตำบลเหล่าปอแดง
และตำบลงิ้วด่อน เป็นแหล่งรับน้ำตกของลำห้วยต่าง ๆ หลายสาย และยังเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำ
ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอธาตุพนม
จังหวัดนครพนม อำนวยประโยชน์ในด้านการเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลัก
ของชาวบ้านในชุมชนรอบหนองหาร
หลักฐานทางโบราณคดีบริเวณหนองหาร จังหวัดสกลนคร เป็นจังหวัดที่อยู่ในภาคอีสานตอนบน ในบริเวณที่เรียกว่า แอ่งสกลนคร
โดยมีแนวเทือกเขาภูพานเป็นแนวยาวทางทิศเหนือ ทิศตะวันตกและทิศใต้ มีพื้นที่ราบอยู่ทางทิศตะวันออกลาดเอียงเข้าสู่ชายฝั่งแม่น้ำโขง สกลนครจึงนับว่าเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัยต่อเนื่องมานับตั้งแต่สมัยก่อน
ประวัติศาสตร์
ดังปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ เช่น ภาพสลักผาหินที่ถ้ำผายนต์ หรือ ถ้ำผาลาย ถ้ำพระด่านแร้ง
และภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำผักหวาน นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับภาชนะเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผาต่างๆ ตลอดจน
เครื่องสำริด และเครื่องโลหะ
ซึ่งจากหลักฐานเครื่องมือเครื่องใช้ของคนก่อนประวัติศาสตร์ที่พบในจังหวัดสกลนครนี้ เชื่อว่ามีอายุ
ร่วมสมัยเดียวกันกับวัฒนธรรมบ้านเชียง และนอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานทางด้านโบราณคดีจำนวนมากตั้งแต่สมัยทวารวดี
ีโดยมีการพบใบเสมาหิน พระพุทธรูปสมัยทวารวดีกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งอยู่ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งได้รับอิทธิพลศิลปะจากขอม
เช่นปราสาทพระธาตุนารายณ์เจง ปราสาทพระธาตุภูเพ็ก ปราสาทบ้านพินนา ศิลาจารึกอักษรขอมที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร
จากประวัติและหลักฐานความเป็นมาของจังหวัดสกลนครดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณในบริเวณพื้นที่นี้มีการทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง
จนกระทั่งในช่วงพุทธศตวรรษที่19เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 24 ชุมชนนี้ จึงได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาและมีการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
อีกครั้งหนึ่ง
ลักษณะทางกายภาพของหนองหารสกลนครเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่มีน้ำเต็มอยู่ตลอดปีเนื่องจากเป็นแหล่งริมน้ำจาก
ลำน้ำหลายสาย ทำให้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชนนี้ จึงเป็นที่สร้างบ้านแปลงเมืองนี้ตั้งแต่อดีต
จนถึงปัจจุบัน ดังที่ปรากฏหลักฐาน
ทางด้านโบราณคดีตำนานและบันทึกทางประวัติศาสตร์ได้ขนานนามชุมชนนี้ว่า "เมืองหนองหารหลวง
พื้นที่โดยรอบหนองหารยังปรากฏร่องรอยการตั้งถิ่นฐานย้อนหลังขึ้นไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ เกาะดอนสวรรค์ใหญ่ อำเภอเมืองสกลนคร เป็นดอนใหญ่ที่สุดในหนองหาร อยู่ห่างจากฝั่งด้านสถานีประมงจังหวัดสกลนคร
ประมาณ 7 กิโลเมตร
ทางด้านทิศใต้ของดอนจะอยู่ใกล้กับบ้านพักของประมงจังหวัดสกลนคร มีรากฐานศาสนสถานเก่า
ขนาดไม่ใหญ่โตนัก 1 แห่ง
ก่อด้วยศิลาแลง ขนาดกว้างประมาณ 39.40 เซนติเมตร
ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร หนาประมาณ 12 เซนติเมตร
รอบ ๆ บริเวณซากศาสนสถาน
มีศิลาแลง กระจายเกลื่อนอยู่มากมายบนซากฐานแลงมีร่องรอยการก่อสร้างเป็น
ศาสนสถานด้วยอิฐ
ในรุ่นหลัง
และมีชิ้นส่วนของเสา 8 เหลี่ยมก่อด้วยอิฐฉาบปูนหักตก
อยู่ด้วยอีก 2 ชิ้น
ถัดจากซากศาสนสถานไปทางเหนือเล็กน้อยเป็นศาลาโถง สร้างใหม่
ด้วยไม้เป็นที่ประดิษฐาน รอยพระพุทธบาทยาวประมาณ
135
เซนติเมตร สลักรอย
พระพุทธบาทเป็นมงคล 108 ซึ่งเข้าใจว่านำโบราณวัตถุในสมัยรัตนโกสินทร์ ส่วนในสุดของศาลาโถง
มีชิ้นส่วนพระพุทธรูปปั้นด้วยปูนขาวที่ได้รับการซ่อมแซมใหม่แล้ว 2 องค์
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่แหล่งข้อมูลทั่วไปต่างก็มีอยู่แล้ว และบางสถานที่ อาจ...ยังไม่มีใครเอ่ยถึง วันนี้ผมจะขอแนะนำครับ

ป้ายทางเข้า ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า จุดชมวิว
สถานที่ขายสินค้าของชุมชนตำบลท่าแร่(ขออภัยที่ไม่ได้ตั้งใจถ่าย ภาพเลยเอียงไปหน่อย อิอิ)
ด้านในจะมีถนนพอที่จะขับรถเข้าไปได้อีกราวๆ 900 เมตร จากถนนสายสกลนคร-นครพนม

ข้างๆ ยังพอได้เห็นฝูงควาย ที่ชาวบ้านแถบนี้นำมาเลี้ยง บางช่วงจะมีฝูงควายน้ำนับร้อย มาลอยคอแถวๆนี้
หลายวันมานี้ ผมมีโอกาสได้ไปวิ่งออกกำลังกายที่นี่
ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ ที่แสนจะสดชื่น ก่อนสิ้นแสงตะวัน บทสะพานทางเดิน ที่มีความยาว 1,010 เมตร ซึ่งก่อสร้างโดยงบประมาณจากกรมประมง แม้จะดูไม่สวยงาม เพราะดูราวกับสร้างไว้้เป็นที่ระลึก(อะไรสักอย่าง)
ก็ถือว่าไช้ได้ เพราะช่วงเย็นๆ ก่อนพลบค่ำ ฝูงนกต่างบินโฉบฉิวอวดโฉมไปมา พร้อมเปล่งเสียงร้องอันไพเราะอย่างไม่กลัวผู้คน


ลมอ่อนๆ พัดพริ้ว หอบไอดินกลิ่นน้ำ โชยแผ่วโบกพัดอย่างจงใจ มองลึกลงใต้น้ำใสสองขอบข้างสะพาน
สาหร่ายจอกแหน ลอยทอดยอดที่อยู่ใต้พื้นน้ำ
ราวกับจะโบกพัดทักทายผู้มาเยือน





ศาลาพักเหนื่อย หลบแดด หลบฝน (แต่น่าจะไม่ได้สร้างไว้ให้หลบเมียแนน่ๆ อิอิ) มีทั้งสองข้าง เป็นระยะๆ ตลอดแนว




ใต้สะพาน มีไว้สำหรับให้เรือชาวประมงแล่นลอดผ่าน


ร่องรอยเส้นทางที่เรือแล่นเป็นประจำ


ที่เห็นคือลานที่พัก
กลางน้ำ



บริเวณนี้ นอกจากเป็นที่พักแล้ว ยังเป็นลานกว้างพอที่จะใช้เป็นที่ออกกำลังงกายได้ด้วย






บริเวณนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนจะไม่เหลือให้ได้เห็น เพราะฝูงควายน้ำนับร้อยจะยกโขยงมาเก็บกวาด กินให้เกลี้ยง









ดอนที่เห็นนี้ คือ ดอนโพธิ์ เล่าต่อๆกันมาว่า ตำนานรักของนางไอ่คำ(ท้าวผาแดง-นาไอ่) มีจุดเริ่มต้น ณ ที่แห่งนี้
วันนี้ ตะวันจะพลบค่ำแล้ว ลมเริ่มพัด กิ่งและใบโพธิ์จากต้นใหญ่ต้านแรงลมดังซู่ๆ ชวนขนลุก วันนี้ไม่ไปที่นั่นแล้ว (โปรดติดตามวันต่อไป )

ตำนานเมืองสกลนคร
ตำำนานเมืองหนองหาร ครั้งหนึ่งยังมีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อ นครเอกชะทีตา มีพระยาขอมเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองด้วยความร่มเย็น
พระยาขอมมีพระธิดาสาวสวยนามว่า "นางไอ่คำ" ซึ่งเป็นที่รักและหวงแหนมาก จึงสร้างปราสาท 7 ชั้น ให้อยู่พร้อมเหล่าสนม นางกำนัล
คอยดูแลอย่างดี
ขณะเดียวกันยังมีเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ เมืองผาโพง มีเจ้าชายนามว่า ท้าวผาแดง เป็นกษัตริย์ ปกครองอยู่ ได้ยิน กิตติศัพท์
ความงามของธิดา ไอ่คำมาก่อนแล้ว ใคร่อยากจะเห็นหน้า จึงปลอมตัวเป็นพ่อค้าพเนจรถึงนครเอกชะทีตา และติดสินบนนางสนมกำนัล ให้นำของขวัญลอบ เข้าไป ให้นางไอ่คำ
ด้วยผลกรรมที่ผูกพันมาแต่ชาติปางก่อน
นางไอ่คำและท้าวผาแดงจึงได้มีใจ ปฏิพัทธ์ต่อกัน จนในที่สุดทั้งสองก็อภิรมย์สมรักกัน ก่อนท้าวผาแดงจะจากไป เพื่อจัดขบวนขันหมากมาสู่ขอนางไอ่คำ ทั้งสองได้คร่ำครวญต่อกัน ด้วยความอาลัยยิ่ง
วันเวลาผ่านไปถึงเดือน 6 เป็นประเพณีแต่โบราณของเมืองเอกชะทีตา จะต้องมีการทำบุญบั้งไฟบูชาพญาแถน พระยาขอม
จึงได้ประกาศบอกไปตามหัวเมืองต่างๆ ว่าบุญบั้งไฟปีนี้จะเป็นการหาผู้ที่จะมาเป็นลูกเขยอีกด้วย ขอให้เจ้าชายหัวเมืองต่างๆ จัดทำบั้งไฟ มาจุดแข่งขันกัน ผู้ใดชนะก็จะได้อภิเษก กับพระธิดาไอ่คำด้วยข่าวนี้ได้ร่ำลือไปทั่วสารทิศ ทุกเมืองในขอบเขตแว่นแคว้นต่างๆ ก็ส่งบั้งไฟเข้ามาแข่งขัน เช่น เมืองฟ้าแดดสูงยาง เมืองเชียงเหียน เชียงทอง แม้กระทั่งพญานาคใต้เมืองบาดาล ก็ได้ยินร่ำลือจนสิ้น
จนท้าวพังคีเจ้าชายพญานาคเมือง บาดาลก็อดใจไม่ไหว ปลอมตัวเป็น กระรอกเผือก มาดูโฉมงามนางไอ่คำด้วยในวันงานบุญบั้งไฟ
เมื่อถึงวัน แข่งขัน จุดบั้งไฟ ปรากฏว่า บั้งไฟท้าวผาแดงจุดไม่ขึ้นพ่นควันดำอยู่ 3 วัน 3 คืน จึงระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้ความหวังท้าวผาแดงหมดสิ้นลงขณะเดียวกัน ท้าวพังคีพญานาคที่ปลอมเป็นกระรอกเผือกมีกระดิ่งผูกคอน่ารักมาไต่เต้น
อยู่บนยอดไม้ข้าง ปราสาท นางไอ่คำ ก็ปรากฏร่าง ให้นางไอ่คำเห็น นางจึงคิดอยากได้มาเลี้ยงแต่แล้วก็จับไม่ได้
จึงบอกให้นายพราน
ยิงเอาตัวตายมา
ในที่สุดกระรอกเผือกพังคี ก็ถูกยิง ด้วยลูกดอก จนตาย ก่อนตายท้าวพังคีได้อธิษฐานไว้ว่า "ขอให้เนื้อของข้าได้ แปดพันเกวียน
คนทั้งเมืองอย่าได้กินหมดเกลี้ยง"จากนั้นร่างของกระรอกเผือกก็ใหญ่ขึ้นจนผู้คนแตกตื่นมาดูกันและจัดการแล่เนื้อนั้นแบ่งกัน ไปกินทั่วเมือง
ด้วยว่าเป็นอาหารทิพย์
ยกเว้นแต่พวก แม่ม่ายที่ชาวเมืองรังเกียจ ไม่แบ่งเนื้อ กระรอกให้ พญานาคแห่งเมืองบาดาล ทราบข่าว
ท้าวพังคีถูกมนุษย์ฆ่าตาย
แล่เนื้อไปกิน กัน ทั้งเมือง จึงโกรธแค้นยิ่งนัก ดึกสงัดของคืนนั้นเอง ขณะที่ชาวเมือง เอกชะทีตากำลังหลับไหล
เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ท้องฟ้าอื้ออึงไปด้วย พายุฝน ฟ้ากระหน่ำลงมาอย่างหนักอยู่ มิได้ขาด แผ่นดินเริ่มถล่มตัว
ยุบตัวลงไปทีละน้อย ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของผู้คนที่วิ่งหนีตาย
เหล่าพญานาคผุด ขึ้นมา นับหมื่นนับแสนตัว ถล่มเมืองชะทีตาจมลบงใต้บาดาลทันที คงเหลือไว้เป็นดอน 3-4 แห่ง ซึ่งเป็นที่อยู่ของ
พวกแม่ม่าย ที่ไม่ได้กินเนื้อ กระรอกเผือกจึงรอดตาย
ฝ่ายท้าวผาแดงได้โอกาสรีบควบม้าหนีออกจากเมือง โดยไม่ลืมแวะรับพระธิดาไอ่คำไปด้วย แม้จะเร่งฝีเท้าม้าเท่าใดก็หนีไม่พ้น
ทัพพญานาคที่ ทำให้แผ่นดินถล่มตามมาติดๆ
ในที่สุดก็กลืนท้าวผาแดงและพระธิดาไอ่คำ พร้อมม้าแสนรู้ชื่อ "บักสาม" จมหายไปใต้พื้นดิน รุ่งเช้าภาพของเมืองเอกชะทีตา
ที่เคยรุ่งเรืองโอฬาร ก็อันตธานหายไปสิ้น คงเห็นแต่พื้นน้ำ กว้างยาว สุดตา
ทุกชีวิตในเมืองเอกชะทีตาจมสู่ใต้บาดาล จนหมดสิ้นเหลือไว้แต่แม่ม่ายบนเกาะร้าง 3-4 แห่ง ในผืนน้ำอันกว้างนี้ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนองหารหลวง ดังปรากฏในปัจจุบัน
ริมฝั่งหนองหาร -มนต์แคน แก่นคูน
ฟังเพลงเกี่ยวกับหนองหาร
หนองหานตะวันรอน-อรวี สัจจานนท
หนองหานตะวันรอน - พงษ์ศักดิ์ จันทรุกข
ตะวันรอนที่หนองหาน- นคร มีโชคชัย
ทิ้งน้องไว้หนองหาน - ฝน ธนสุนทร
ร้องไห้ใกล้หนองหาน - มนต์สิทธิ์ คำสร้อย
ช้ำรักจากสกล -มนต์สิทธิ์ คำสร้อย
สาวสกลยังคอย-ดอกฟ้า เพชรภูพาน
มนต์รักหนองหาร-รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
pineapple-eyes.snru.ac.th
www.folktravel.com
และ ทุกเพลงจาก
youtube.com
|