" รักในหลวง ห่วงชุมชน
คนของแผ่นดิน
สร้างถิ่น ไทยเจริญ"


เราจัดทำเพื่อบริการสาธารณะชุมชน
ไม่หวังผลทางธุรกิจ

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. คลื่นชุมมชนฮิตร้อยเปอร์เซ็นต์ " ฟังทุกวัย สุขใจทุกวัน "
 จากใจเจ้าบ้าน
ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจ
เราจะตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
เพื่อความสุขของทุกท่าน
เราหวังเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะสร้างรอยยิ้ม
ในทุกครั้งที่ท่านแวะเยี่ยมเรา

 

 

 

 

 

" เทศกาลมหาพรต" มีชื่อเป็นภาษาลาตินว่า "Quadragesima" ซึ่งแปลว่า "ที่สี่สิบ"
( ภาษาอังกฤษเรียกเทศกาลนี้ว่า "Lent")

 

คือช่วงเวลาที่เริ่มตั้งแต่ "วันพุธรับเถ้า (Ash Wednesday)" ไปจนถึง "ช่วงบ่ายของวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งกินเวลาประมาณ 6 สัปดาห์
(7 สัปดาห์ในพระศาสนจักรตะวันออก) หรือ 42 วัน โดยจะหักวันอาทิตย์ออกเนื่องจากทุกวันอาทิตย์ถือว่าเป็นวันปัสกาเสมอ
ทำให้เหลือ 36 วัน ดังนั้น จึงต้องบวกวันให้ครบ 40 วัน เทศกาลมหาพรต จึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันพุธรับเถ้า ซึ่งจะบวกถึงวันเสาร์ อีก 4 วัน อันเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลมหาพรต รวมเป็น 40 วันพอดี เทศกาลนี้มีขึ้นเพื่อเตรียมสมโภชปัสกา ซึ่งเป็นวันฉลองที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญที่สุดในรอบปีของพระศาสนจักร เพราะปัสกา เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองการที่พระเยซูเจ้าทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ เพื่อกอบกู้มนุษยชาติให้คืนดีกับพระเจ้ามารับชีวิตร่วมกับพระองค์ ทำไมต้อง 40 วัน? ตัวเลข 40 มีความหมายต่อคริสตชนในหลายแง่มุม ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอดอาหารของพระเยซูเจ้าในถิ่นทุรกันดารก่อนที่ปฏิบัติภารกิจของพระองค์ ตลอดจนเรื่องราวอื่นๆในประวัติศาสตร์ของชนชาติ
อิสราเอล ไม่ว่าจะเป็น ฝนที่ตกติดต่อกัน 40 วัน 40 คืน ในสมัยโนอาห์ 40 วัน 40 คืน ที่โมเสสจำศีลอดอาหารบนภูเขาซีนาย 40 วัน ที่ประกาศกเอลียาห์เดินทางไปยังภูเขาโฮเร็บ 40 ปี ของการเดินทางของประชากรอิสราเอลในทะเลทรายก่อนเข้าสู่ดินแดนแห่ง
พันธสัญญา และ 40 วัน ของการที่ประกาศกโยนาห์ประกาศการกลับใจแก่ชาวนินะเวห์ ดังนั้น เมื่อมีพัฒนาการเกี่ยวกับการจำศีลในเทศกาลมหาพรต พระศาสนจักรจึงให้ความสำคัญกับเลข 40 เพื่อให้คริสตชนได้ดำเนินชีวิตร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าในพระทรมาน และกลับคืนชีพพร้อมกับพระองค์

 

 

 

 

จากหนังสือวันฉลองของพระเยซูเจ้า

 

        คริสตชนฉลองปัสกาเพื่อระลึกถึงการผ่านจากความตายเข้าสู่ชีวิตพร้อมกับองค์พระคริสต์เจ้า ดังนั้น ในเทศกาลมหาพรตซึ่งเป็นการเตรียมสมโภชปัสกานี้ พระศาสนจักรจึงย้ำถึงความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยการกลับใจละทิ้งบาป และกิจการชั่วร้ายต่างๆ ที่ทำให้เราเหินห่างจากพระเจ้า จะได้หันกลับมาหาพระองค์เพื่อรื้อฟื้นชีวิตใหม่ในพระคริสตเจ้าให้เข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้นทุกปี

 

 

เทศกาลมหาพรตจึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวคริสตชนสำรอง เพื่อรับศีลล้างบาปในคืนวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปัสกาที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงมีชัยชนะต่อบาป และความตายกลับคืนพระชนม์ชีพนอกจากนั้นยังเป็นโอกาสที่พระศาสนจักรจะอภัยบาปแก่คริสตชนที่ทำบาปหนัก และต้องการจะคืนดีกับพระเจ้าและพระศาสนจักร เพราะฉะนั้นเทศกาลมหาพรตจึงเป็นระยะเวลาที่คนบาปเช่นนี้แสดงการกลับใจ โดยปฏิบัติกิจใช้โทษบาปที่พระศาสนจักรกำหนดให้ เป็นเทศกาลแห่งการเตรียมตัว โดยเน้นที่การฟื้นฟูชีวิตฝ่ายจิต
ประกอบด้วยการจำศีล ภาวนา อดอาหาร การกลับใจโดยการทำทาน ปฏิบัติกิจเมตตา ชดเชยบาป ทำกิจศรัทธาเพิ่มมากขึ้น การถือศีลอดอาหาร การทำพลีกรรมสะกดอดใจไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง การฝืนใจทำความดีที่เราถอยหนี ไม่อยากสวดเพราะ
เบื่อหน่าย การอดออมเงินที่เราอยากไปใช้เพื่อความสุขส่วนตัวเก็บลงกระปุกมหาพรตเพื่อนำไปช่วยคนที่ยากลำบากกว่าเราเป็น
รูปแบบ ของการสร้างสมบุญกุศลที่เอาตัวเองเป็นเครื่องบูชาแบบพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน และสัมฤทธิ์ผลก็โดยอาศัยร่วมทุกข์ไปกับบารมีแห่งมหาทรมานของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน สำหรับคริสตชนผู้ใหญ่ที่รับศีลล้างบาปแล้วตั้งแต่เป็นเด็ก แต่ไม่ได้รับการพัฒนาในด้านความเชื่อ หรือยังไม่ได้รับศีลกำลัง หรือยังไม่ได้รับศีลมหาสนิท เทศกาลมหาพรต ต้องเป็นโอกาสสั่งสอนหลักความเชื่อ (cathechesis) อย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมจิตใจพวกเขาเหล่านั้นให้รับศีลอภัยบาป ซึ่งอาจจะจัดให้มี "วจนพิธีกรรมขอสมาโทษ (penitential services)" สำหรับผู้ที่ได้รับเลือกให้รับศีลล้างบาป หรือคริสตชนสำรอง ซึ่งหมายถึงผู้ใหญ่ที่ขอสมัครเรียนคำสอนเพื่อเตรียมตัวรับศีลล้างบาปเป็นคริสตชนคาทอลิก โดยปกติ จะมีการสอนคำสอนอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 1 ปี ก่อนที่จะเข้ารับศีลล้างบาป พิธีเกี่ยวกับคริสตชนสำรองจึงมีขั้นตอนตามลำดับ
ประกอบด้วย "พิธีเลือกสรร (Rite of Election)" และมีลำดับขั้นตอนต่างๆในทุกวันอาทิตย์ตลอดเทศกาล รวมเรียกว่า " พิธีรับผู้ใหญ่เข้าเป็นคริสตชน (Christian Initiation)" ดังนี้ พิธีเลือกนักบุญองค์อุปถัมภ์ พ่อ-แม่ทูนหัว และลงทะเบียนรายชื่อสำหรับการรับศีลล้างบาป
พิธีตรวจสอบคุณสมบัติและพิธีไล่ปีศาจ ที่เชื่อมโยงกับการอ่านพระวรสารนักบุญยอห์น
พิธีมอบสัญลักษณ์ของความเชื่อ (หรือการมอบบทสัญลักษณ์อัครสาวก) และบทข้าแต่พระบิดาฯ ซึ่งถือเป็นบทสังเคราะห์ความเชื่อและการภาวนา
พิธีเตรียมตัวขั้นสุดท้ายก่อนรับศีลล้างบาป

 

 

 

 
การเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของคริสตชน คือ ปัสกา เพราะเป็นจุดสุดยอดแห่งการกอบกู้มนุษยชาติ
ของพระคริสตเจ้าด้วยการ รับทรมาน สิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์

 

       เนื่องจากมีความสำคัญพิเศษสุดดังกล่าว พระศาสนจักรจึงกำหนดให้คริสตชนเตรียมตัวในช่วงเวลาพิเศษ
ก่อนวันฉลองปัสกาประจำปีขึ้นเรียกว่า "เทศกาลมหาพรต" (หรือถือพรต) ตลอด 40 วัน ก่อนถึงวันสมโภชปัสกาโดยเริ่มด้วย
"พิธีรับเถ้า" ในวันพุธรับเถ้า คริสตชนเตรียมฉลองปัสกาด้วยเทศกาลถือพรตนี้อย่างไรบ้าง? ดังที่เราทราบ มีการเตรียมหลายวิธีด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสวดภาวนา การทำกิจใช้โทษบาปหรือพลีกรรม และการบริจาคทานช่วยเหลือคนยากจน ซึ่งคริสตชนถือปฏิบัติโดยส่วนตัว และโดยส่วนรวมทางพิธีกรรมต่างๆ อาทิ พิธีรับเถ้า (ในวันเริ่มต้นเทศกาลมหาพรตที่เรียกว่า "วันพุธรับเถ้า") พิธีเดินรูป 14 ภาค ระลึกถึงมหาทรมานของพระคริสตเจ้า เป็นต้น พิธีรับเถ้า
พิธีรับเถ้า มีกำเนิดมาจากพิธีการใช้โทษบาปของคนบาป "อุกฉกรรจ์" ( สอนผิดความเชื่อ ละทิ้งศาสนา ฆ่าคนและล่วงประเวณี
ที่เรียกว่า "บาปสาธารณะ") ทางยุโรปตะวันตก ก่อนมาถึงกรุงโรมในศตวรรษที่ 11


             ที่กรุงโรมเริ่มมีการโรยเถ้าแก่สัตบุรุษทุกคนไม่ใช่เพียงคนบาปอุกฉกรรจ์เท่านั้น และในปลายศตวรรษที่ 11 ในสังคายนา
แห่ง Benevento ปี 1091 สมัยพระสันตะปาปา อูรบาโน ที่ 2 ได้ประกาศให้มีการโรยเถ้าให้แก่ทุกคนในพิธีนี้ ซึ่งเรียกวันนั้นว่า
"วันพุธรับเถ้า" (Ash Wednesday) : " ในวันพุธรับเถ้าทุกๆ คนไม่ว่าพระสงฆ์นักบวช หรือฆราวาส ไม่ว่าชายหรือหญิงจะไปรับเถ้า" พิธีรับเถ้าจึงกลายเป็นการให้สัตบุรุษทุกคนมุ่งไปสู่ปัสกาโดยถือว่าเป็นเวลาแห่งการกลับใจ เป็นเวลาแห่งการใช้โทษบาป และเป็นเวลาแห่งการเดินทางไปสู่การเสด็จกลับมาของพระคริสตเจ้า

            1. การสวดภาวนา   แม้ว่าคริสตชนหลายคนจะคิดว่าเทศกาลมหาพรต เป็นเทศกาลที่เน้นเรื่องการใช้โทษบาปหรือพลีกรรม จำศีล อดอาหาร แต่ถ้าเรามาดูคำสอนของบรรดาพระสังฆราชสมัยโบราณหรือที่เรียกว่าปิตาจารย์แล้วจะเห็นว่าการจำศีลอดอาหารและการ
ใช้โทษบาป หรือการพลีกรรมต่างๆ นั้นเป็นขั้นรอง และเป็นวิธีการที่จะนำไปพบเป้าหมายเท่านั้น             การพลีกรรมดังกล่าวจะมีผลและให้คุณค่าทางวิญญาณก็ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขต่างๆ เงื่อนไขประการที่สอง คือ การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เป็นพระเจ้า ด้วยการสวดภาวนา ซึ่งขจัดความเห็นแก่ตัว และได้รับพลังทางใจจากการพลีกรรมจำศีลอดอาหาร หากไม่มีเงื่อนไข 2 ประการดังกล่าว การพลีกรรมจำศีลต่างๆ ก็จะกลับกลายเป็นการเห็นแก่ตัวและหลอกตนเอง มันจะกลายเป็นวิธีการที่ค่อยเบนความสนใจเข้าหาตัวเองโดยไม่รู้ตัว และสร้างบรรยากาศแห่งชีวิตทางจิตใจปลอมๆ ที่ไม่ถูกต้อง
            ฉะนั้น การสวดภาวนาจึงนับเป็นกิจกรรมสำคัญในระหว่างเทศกาลมหาพรต พระศาสนจักรได้จัดวางวิธีการสวดภาวนาที่ดีเลิศแบบหนึ่งให้สัตบุรุษถือปฏิบัติ ในช่วงเวลาพิเศษเหล่านี้ คือ บทภาวนาและบทอ่านจากพระคัมภีร์ในชีวิตประจำวันบทอ่านเหล่านี้เน้นถึงหัวข้อสำคัญๆ ของคำสอนที่เกี่ยวข้องระหว่างเรามนุษย์กับ
พระเป็นเจ้า เช่นความเชื่อ การกลับใจจากบาป  การสวดภาวนา การพลีกรรมใช้โทษบาป ความรัก เป็นต้น

             2. การพลีกรรมใช้โทษบาปและจำศีลอดอาหาร การสวดภาวนาเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลมหาพรตก็จริง แต่เทศกาลนี้ก็เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ในขณะภาวนาชีวิตทางจิตใจเป็นเรื่องของตัวตนมนุษย์ทั้งครบ : กาย ใจ
วิญญาณ ในขณะที่เราทำการพลีกรรมใช้โทษบาป เราก็ต้องภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้าในเวลาเดียวกัน การพลีกรรมใช้โทษบาปที่เป็นการพยายามปลดเปลื้องความเห็นแก่ตัวอันมาจากเนื้อหนัง และเป็นความพยายามที่จะขจัด
ความเห็นแก่ตัว เพื่อไปหาผู้อื่นด้วยการบริจาคทานอย่างใจกว้างขวางนั้น ก็ทำให้คำภาวนาของเรามีค่ามีพลังสูงส่ง การจำศีลอดอาหาร หมายถึงอะไร? นักบุญยอห์น ครีโซสตอม ให้ความหมายที่คมคายแบบเปรียบเทียบเชิงตรงกันข้ามดังนี้ " ในช่วงเวลาที่ท่านกำลังจำศีลอดอาหาร ข้าพเจ้าบอกท่านได้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ไม่จำศีลในขณะที่จำศีลอยู่ ข้าพเจ้าบอกท่านได้อีกด้วยว่าเป็นไปได้ที่จำศีลในขณะที่ไม่จำศีล เป็นปริศนาหรือ ขอบอกความจริงที่กระจ่างกว่าหน่อย เป็นไปได้อย่างไรที่ ไม่จำศีลในขณะที่จำศีลอยู่?  ก็โดยที่อดอาหารอยู่จริง แต่ไม่อดบาป (งดเว้นอาหารจริง แต่ไม่งดเว้นบาป) และเป็นไปได้อย่างไรที่จำศีลในขณะที่ไม่จำศีล ก็โดยขณะที่กำลังลิ้มรสอาหารอร่อยท่านก็ไม่ได้ลิ้มรสบาป นี่คือวิธีจำศีลอดอาหารที่ดีที่สุดและง่ายกว่าด้วย" (Adversus ebriosos et de resurrection sermo PG 50:433)
เพราะฉะนั้นการจำศีลอดอาหารจึงมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือเป็นเครื่องมือที่จะปราบกิเลสหรือบาปเป็นสำคัญ

            3. ความรักฉันพี่น้องและการบริจาคทานนักบุญเลโอพระสันตะปาปาได้เน้นสอนเรื่องของการแสดงความรักฉันพี่น้อง
ที่แสดงออกมาทางภาคปฏิบัติ ที่มองเห็นเด่นชัด คือการบริจาคทานช่วยคนยากจนในช่วงเวลาแห่งเทศกาลมหาพรตนี้ เป็นต้น
บทเทศน์ระหว่างเทศกาลมหาพรตทั้ง 12 บทของพระองค์เกือบจะทั้งหมดพูดถึงความรัก การยกโทษและการบริจาค
ทานช่วยคนยากจน การบริจาคทานให้คนยากจน เป็นรูปแบบทางภาคปฏิบัติที่มองเห็นชัดเจนยิ่งของความรักต่อเพื่อนมนุษย์
เป็นการถือปฏิบัติที่แยกจากการจำศีลอดอาหาร ไม่ได้เลย  การบริจาคทานควบคู่กับการจำศีลอดอาหาร ทำให้เกิดความสัมพันธ์
เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้าในคำภาวนา น่าสังเกตว่าแม้พระศาสนจักรรวมทั้งบรรดาปิตาจารย์ดังกล่าว
จะสอนเรื่องความรักต่อพี่น้องโดยเฉพาะการบริจาคทานช่วยคนยากจนที่ควบคู่ไปกับการภาวนา
(Sermo 41,3 bis 99 ; CCL 138 a : 237) แต่คริสตชนส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มความศรัทธาแบบ "ความรอดของปัจเจกชน"
( ความรอดส่วนตัว) มาจนถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรโดยเฉพาะพระสมณสาสน์
RERUM NOVARUM และสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่เปิดตนไปสู่โลก

           การอดออมแบบพลีกรรมในเทศกาลเพื่อช่วยคนยากไร้และมีหน่วยงานรณรงค์เพื่อการนี้มากขึ้น สรุป เทศกาลมหาพรต จึงเป็นช่วงเวลาที่คริสตชนจะหันมามองดูตนเอง มองเห็นความผิดระเบียบกฎเกณฑ์แห่งชีวิตของ ตน พยายามเป็นคนใหม่โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่พระศาสนจักรสอนและวางไว้ อาทิ การทำกิจใช้โทษบาป  การพลีกรรมด้วยการ
จำศีลอดอาหาร ด้วยการแสดงความรัก เมตตา ให้ทาน ด้วยการละทิ้งบาป ด้วยการภาวนา และด้วยการเข้าร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ที่จะนำเราเข้าสู่กิจการเฉลิมฉลองการรอดพ้นจากบาปและหายนะของตนโดยทางพระเยซูคริสตเจ้าผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
เพราะบาปของเรา และได้ทรงกลับคืนพระชนม์ และดังนี้เราก็จะผ่านช่วงวันเวลาในเทศกาลมหาพรตนี้อย่างดี อย่างศักดิ์สิทธิ์
เป็นกา รเตรียมฉลองปัสกาอันเป็นจุดสุดยอดแห่งการเฉลิมฉลองทั้งปวงของคริสตชน

   
โดย : คุณพ่อสำราญ วงศ์เสงี่ยม
จากหนังสือพิมพ์ข่าวสารคาทอลิกรายสัปดาห์

ฉบับที่ 8 ประจำวันที่ 18-24 กุมภาพันธ์ 2001

 

 

 
 

 

             วันพุธรับเถ้า เป็นวันเริ่มเทศกาลมหาพรต คือ ระยะเวลาสี่สิบวันเพื่อเตรียมสมโภชปัสกา ซึ่งเป็นวันฉลองที่ยิ่งใหญ
่ และสำคัญที่สุดในรอบปีของพระศาสนจักร เพราะสมโภชปัสกาเป็นการเฉลิมฉลองการที่พระเยซูเจ้าทรงรับทรมาน
สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ เพื่อกอบกู้มนุษยชาติให้คืนดีกับพระเจ้ามารับชีวิตร่วมกับพระองค์
เทศกาลนี้มีชื่อเป็นภาษาลาตินว่า “Quadragesima” ซึ่งแปลว่า “ ที่สี่สิบ” ( ภาษาอังกฤษเรียกเทศกาลนี้ว่า “Lent”)
เป็นเทศกาลที่ครอบคลุม 6 สัปดาห์ในพระศาสนจักรตะวันตก (ยุโรป หรือ 7 สัปดาห์ในพระศาสนจักรตะวันออก โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์แรกของเทศกาลมหาพรต ชาวอิสราเอลในปัจจุบันนี้ก็ยังฉลองปัสกาทุกปี
เพื่อระลึกถึงการอพยพออกจากประเทศอียิปต์ การที่พระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญากับพวกเขาให้เป็นประชากรของพระองค์
และระลึกถึงการเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดารเพื่อเข้าในดินแดนแห่งพระสัญญา
ในขณะที่คริสตชนฉลองปัสกาเพื่อระลึกถึงการผ่านจากความตายเข้าสู่ชีวิตพร้อมกับองค์พระคริสต์เจ้า ดังนั้น ในเทศกาลมหาพรตซึ่งเป็นการเตรียมสมโภชปัสกานี้พระศาสนจักรจึงย้ำถึงความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตโดยการ
กลับใจละทิ้งบาป และกิจการชั่วร้ายต่างๆ ที่ทำให้เราเหินห่างจากพระเจ้า จะได้หันกลับมาหาพระองค์
เพื่อรื้อฟื้นชีวิตใหม่ในพระคริสตเจ้าให้เข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้นทุกปี เทศกาลมหาพรตจึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ
การเตรียมตัวคริสตชนสำรอง เพื่อรับศีลล้างบาปในคืนวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปัสกาที่พระเยซูคริสตเจ้า
ทรงมีชัยชนะต่อบาป และความตายกลับคืนพระชนม์ชีพนอกจากนั้นยังเป็นโอกาสที่พระศาสนจักรจะอภัยบาปแก่คริสตชน
ที่ทำบาปหนัก และต้องการจะคืนดีกับพระเจ้าและพระศาสนจักร เพราะฉะนั้นเทศกาลมหาพรตจึงเป็นระยะเวลาที่คนบาปเช่นนี้
แสดงการกลับใจ โดยปฏิบัติกิจใช้โทษบาปที่พระศาสนจักรกำหนดให้ กิจการที่ว่านี้ได้แก่การอธิษฐานภาวนาการให้ทาน
และการจำศีลอดอาหาร การจำศีลอดอาหารเพื่อเตรียมฉลองปัสกานี้แต่เดิมถือกันเพียงสองหรือสามวันก่อนสมโภชปัสกาเท่านั้น
ตามที่เราทราบจากงานเขียนของ Eusebius นักประวัติศาสตร์พระศาสนจักรที่บอกว่า นักบุญอิเรเนโอในปลายศตวรรษที่ 2
กำหนดไว้เช่นนี้ แต่ต่อมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 4 เมื่อมีการกำหนดเทศกาลมหาพรตเพื่อเตรียมฉลองปัสกาขึ้นโดยเฉพาะ
ระยะเวลาการจำศีลก็ขยายออกไปถึง 40 วันตลอดเทศกาลมหาพรต และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด กินอาหารอิ่มได้เพียงวันละมื้อเดียวเท่านั้น เพื่อระลึกถึงการจำศีลอดอาหารของโมเสสของประกาศกเอลียาห์และของพระเยซูเจ้า


          แต่เนื่องจากคริสตชนมีธรรมเนียมไม่จำศีลอดอาหารในวันอาทิตย์ ( และวันเสาร์ด้วยในพระศาสนจักรตะวันออก)
วันจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรต 6 สัปดาห์ ( หรือ 7 สัปดาห์ในพระศาสนจักรตะวันออก) จึงเหลือจริงเพียง 36 วัน และต้องเพิ่มวันจำศีลในวันธรรมดาก่อนอาทิตย์แรกในเทศกาลมหาพรตอีก 4 วัน คือวันพุธ พฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์ให้ครบ
40 วัน เทศกาลมหาพรตจึงเลื่อนมาเริ่มในวันพุธซึ่งเป็นวันธรรมดา แทนที่จะเริ่มในวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเช่นเดียวกับในเทศกาลอื่นๆ
ในปัจจุบันนี้ เทศกาลมหาพรตเริ่มตั้งแต่วันพุธรับเถ้าซึ่งมีพิธีเสกและโปรยเถ้าบนศรีษะของคริสตชนระหว่างพิธีมิสซา หรือไม่มีมิสซาก็ได้ ในพันธสัญญาเดิมมีกล่าวถึงการใช้เถ้าโปรยศรีษะเป็นเครื่องหมายแสดงการไว้ทุกข์หรือการกลับใจ
เช่น ยชว 7:6;2 ซมอ 13:19; อสค 27:30; โยบ 2:12,42; ยนา 3:6; อสธ 4:3; ยดธ 9:1; อสย 58:5-7; ดนล 9:3; ยอล 2:12-13 เป็นต้น
มีหลักฐานปรากฏว่า คริสตชนใช้เถ้าโรยศรีษะเป็นเครื่องหมายแสดงการเป็นทุกข์กลับใจเมื่อเริ่มเทศกาลมหาพรตนี้ ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 10
เท่านั้นในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำไรน์ แต่ก็เป็นเพียงกิจศรัทธาส่วนตัว ต่อมาธรรมเนียมนี้ขยายเข้ามาในคาบสมุทรอิตาลีในศตวรรษที่ 11
เข้ามาที่กรุงโรมในศตวรรษที่ 12 และถูกรับเข้ามาในหนังสือพิธีกรรมของพระศาสนจักรที่กรุงโรมในศตวรรษที่ 13 เท่านั้น
ในความเข้าใจของคริสตชนจำนวนไม่น้อย เทศกาลมหาพรตเป็นเพียงเทศกาลที่เราต้องทรมานกายใช้โทษบาป
โดยการจำศีลอดอาหารหรือทำพลีกรรมอื่นๆ เท่านั้น

             อันที่จริงเทศกาลมหาพรตเป็นการเดินทางมุ่งหน้าด้วยความยินดีไปเฉลิมฉลองปัสกาซึ่งเป็นยอดวันฉลองในรอบปี
ในช่วงเวลาการเดินทางนี้เราจึงต้องละทิ้งกิจการชั่วร้ายและนิสัยไม่ดีต่างๆ ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพระคริสตเจ้าในชีวิตของเร
าต้องจางลงหรือเปื้อนหมองไป การจำศีลอดอาหาร การอธิษฐานภาวนา การให้ทานจึงเป็นโอกาสให้เราคิดถึงความรักต่อพระเจ้า และต่อเพื่อนพี่น้องด้วยการช่วยเหลือแบ่งปันให้แก่กัน ไม่ใช่เพื่อลงโทษร่างกายให้มีความทุกข์เท่านั้น
การจำศีลอดอาหารช่วยให้เรารู้จักประมาณในการกินดื่ม เพื่อไม่ปล่อยตัวให้กินดื่มจนเมามาย ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราตกในบาปได้โดยง่าย
การจำศีลอดอาหารในความหมายแท้จริง จึงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการดำเนินชีวิตคริสตชนให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่แยกอยู่อย่างเอกเทศ
เทศกาลมหาพรตเป็นเทศกาลแห่งการกลับใจ เราต้องมีความใกล้ชิดกับพระเจ้ายิ่งขึ้นไม่ใช่เพียงด้วยการอธิษฐานภาวนาเท่านั้น
เรายังต้องใกล้ชิดกับพระองค์ผ่านทางเพื่อนพี่น้องซึ่งก็เป็นบุตรของพระเจ้าด้วย โดยการแสดงความรักช่วยจุนเจือความขัดสนของเขา
ด้วยการเสียสละเงินทองส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการประหยัด เพราะอดอาหารช่วยให้ผู้หิวโหยได้มีอาหารเพียงพอ ในปัจจุบัน พระศาสนจักรลดหย่อนข้อบังคับเรื่องการจำศีลอดอาหารในเทศกาลมหาพรตลงเหลือเพียงสองวัน คือในวันพุธรับเถ้าเมื่อเริ่มเทศกาล และในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ระลึกถึงพระทรมาน และการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสตเจ้าบนไม้กางเขน
(Apostolic Constitution “Paenitemini” 1966) ถึงกระนั้น พระศาสนจักรยังคงรักษาจิตตารมณ์แท้จริง ของเทศกาลมหาพรตไว้
ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการกลับใจสละน้ำใจของตนเพื่อปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาเจ้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเหมือนองค์พระเยซูเจ้า
เพื่อจะได้พร้อมที่กลับคืนชีพพร้อมกับพระองค์ในคืนวันปัสกา

             พิธีรับเถ้าในวันพุธเริ่มเทศกาลมหาพรต ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงกิจศรัทธาส่วนตัวและต่อมาถูกรับเข้ามาในพิธีกรรมทางการ
ของพระศาสนจักรนั้น ยังเป็นโอกาสให้เราเริ่มเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความสำนึกถึงสภาพต่ำต้อยของเรา
ดังถ้อยคำของพิธีกรรมที่บอกเราว่า “ มนุษย์เอ๋ย จงระลึกเถิดว่าท่านเป็นเถ้าธุลีและจะกลับเป็นเถ้าธุลีอีก”
ส่วนถ้อยคำอีกแบบหนึ่งของพิธีโปรยเถ้าที่ว่า “ จงกลับใจใช้โทษบาปและเชื่อพระวรสาร (“ ข่าวดี” เถิด” ( เทียบ มก 1:15) นั้น
ชี้แนะแนวทางที่เราจะต้องเดินตลอดเทศกาลมหาพรตนี้ เพื่อเข้าร่วมอยู่ในพระอาณาจักรของพระเจ้า
และรวมเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระคริสตเจ้า ผู้ทรงกลับคืนพระชนม์ชีพซึ่งเราจะสมโภชในเทศกาลปัสกา

บทอ่านในพิธีกรรมวันพุธรับเถ้านี้ทั้งสามบท ยังเชิญชวนเราให้มองชีวิตจากแง่มุมต่างกัน บทอ่านบทแรกจากหนังสือประกาศกโยเอล
(ยอล 2:12-18) เตือนเราไม่เพียงแต่ฉีกเสื้อผ้า
เป็นเครื่องหมายแห่งการไว้ทุกข์ภายนอกเท่านั้น แต่เราต้อง “ ฉีกจิตใจ” คือเป็นทุกข์กลับใจละทิ้งบาป และความชั่วอย่างจริงจัง
พระเมตตาของพระเจ้าพร้อมที่จะให้อภัยความผิดของเราทุกคน


         บทอ่านที่สองจากจดหมายของนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวโครินธ์ (2 คร 5:20 , 6;2) เตือนให้เรากลับคืนดีกับพระเจ้า
และกับเพื่อนมนุษย์ ใช้เวลาที่พระเจ้าประทานให้ในเทศกาลศักดิ์สิทธิ์นี้ประกอบกิจการดี ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดสำหรับทุกคน
ส่วนพระวรสาร (มธ 6:1-6,16-18) เตือนให้เราปฏิบัติกิจการดีของตนอย่างซื่อสัตย์ จริงใจ โดยไม่โอ้อวดหรือแสวงหาคำชมจากคน
ที่เห็นกิจการดีของเรา ข้อความที่บอกให้เราเข้าไปในห้องชั้นใน เพื่ออธิษฐานภาวนาต่อพระบิดาเจ้าโดยตรงนั้น
ไม่ได้ห้ามเราที่จะมาร่วมพิธีกรรมส่วนร่วมพร้อมกับ พี่น้องคริสตชนคนอื่นๆ ตรงกันข้าม พิธีกรรมในเทศกาลมหาพรตแต่ละวัน
มีบทสอนคริสตชนทุกคน ทั้งที่กำลังเตรียมตัวจะรับศีลล้างบาป และผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้วให้ดำเนินชีวิตคริสตชนได้อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น
และคริสตชนก็มีธรรมเนียมมาร่วมพิธีกรรมในเทศกาลมหาพรตนี้เป็นพิเศษตลอดมาอีกด้วย


         คำเตือนของพระวรสารจึงบอกให้เราระวังไม่ให้การอธิษฐานภาวนาของเรา เป็นเพียงการโอ้อวดภายนอกเท่านั้น
การอธิษฐานภาวนาของเราต้องเป็นการสนทนาส่วนตัวกับพระบิดาเจ้าด้วย

 



ที่มา
บทความจาก : คุณพ่อทัศไนย์  คมกฤส
ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล “ บ้านผู้หว่าน” สามพราน
2 กุมภาพันธ์ 1999.

: http://www.catholic.or.th/
:: Basic: เทศกาลมหาพรต

 

         เทศกาลมหาพรตจะเริ่มตั้งแต่วันพุธขี้เถ้าเรื่อยไปประมาณ 40 วัน ก่อนที่จะถึงวันอาทิตย์ทางตาล
ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ (Holy Week) มหาพรตเป็นเทศกาลที่เกี่ยวเนื่องและเพื่อระลึกเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงกระทำให้มีฝนตกสี่สิบวันสี่สิบคืนในสมัยของโนอาห์ ระลึกถึงเหตุการณ์ที่ชนชาติอิสราเอลต้องรอนแรมอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปีในสมัยของโมเสส
ระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่สุดคือการถูกมารทดลองในถิ่นทุรกันดาร และการอดพระกระยาหารสี่สิบวันขององค์พระเยซูคริสต์ และระลึกถึงเหตุการณ์สี่สิบวันที่องค์พระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มก่อนที่จะถูกตรึงที่บนไม้กางเขน ฉะนั้นเทศกาลมหาพรตจึงเป็นเทศกาลแห่งการสำนึกในความผิดบาปและการกลับใจเสียใหม่ เป็นการสำรวจตนเองว่าได้ดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าในองค์พระเยซูคริสต์หรือไม่
สีที่ใช้ประจำเทศกาลนี้คือ “ สีม่วง” ซึ่งเป็นสีที่เล็งให้เห็นถึงการทนทุกข์ การสำนึกถึงความผิดบาป
อีกทั้งสีม่วงยังเป็นสีประจำราชวงศ์ดาวิดด้วย


ปฏิทินวันพุธขี้เถ้าในรอบ 11 ปี ( ค. ศ. 2002 – 2012)


         1. ปี ค. ศ. 2002  ตรงกับวันพุธที่  13 กุมภาพันธ์  
         2. ปี ค. ศ. 2003  ตรงกับวันพุธที่   5  มีนาคม
         3. ปี ค. ศ. 2004  ตรงกับวันพุธที่  24 กุมภาพันธ์
         4. ปี ค. ศ. 2005  ตรงกับวันพุธที่    9 กุมภาพันธ์
์         5. ปี ค. ศ. 2006  ตรงกับวันพุธที่    1 มีนาคม
         6. ปี ค. ศ. 2007  ตรงกับวันพุธที่  21 กุมภาพันธ์
         7. ปี ค. ศ. 2008  ตรงกับวันพุธที่   5  กุมภาพันธ์  
         8. ปี ค. ศ. 2009  ตรงกับวันพุธที่  25 กุมภาพันธ์    
         9. ปี ค. ศ. 2010  ตรงกับวันพุธที่  17 กุมภาพันธ์
       10. ปี ค. ศ. 2011  ตรงกับวันพุธที่    9 มีนาคม  
       11. ปี ค. ศ. 2012  ตรงกับวันพุธที่   21 กุมภาพันธ์



          ข้อพระคัมภีร์ที่ใช้ในเทศกาลมหาพรตนี้ จะอ่านจากพันธสัญญาเดิมเช่น พระธรรมปฐมกาลโดยเฉพาะเรื่องของโนอาห์,
พระธรรมอพยพ, พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ, พระธรรมเยเรมีย์, พระธรรมบทเพลงคร่ำครวญ, พระธรรมเอเศเคียล
ส่วนพันธสัญญาใหม่จะอ่านจากพระธรรมมัทธิวบทที่ 4-7 พระธรรมมาระโกบทที่ 1 พระธรรมลูกาบทที่ 4 และบทที่ 6 รวมถึงข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับการอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ในสวนเกมเสมนี และพระธรรมฮีบรู5
สำหรับคริสตชนถือว่าช่วงสัปดาห์นี้สำคัญมาก เนื่องจาก ผู้เรียบเรียงเป็นคริสตชนนิกายโปรเตสแตนต์ ดังนั้นภาษา และพิธีกรรมต่างๆ
จะเป็นแนวของโปรเตสแตนต์ หวังว่าข้อมูลนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อคริสตชน และท่านผู้ที่สนใจ ได้รับประโยชน์มากที่สุด

โดย โปรดปราน
ที่มา - http://www.thaimission.com/modules
- Thirayost's pag
e


        เทศกาลมหาพรต คือช่วงเวลา 40 วัน ที่คริสตชนได้รับการเชิญชวนให้เตรียมจิตใจ สมโภชวันสำคัญที่สุดของคริสตชน
คือ วันปัสกา สีในพิธีกรรมคือ สีม่วง ซึ่งเน้นให้ทุกคนได้ทำพลีกรรม เป็นทุกข์กลับใจ และใช้โทษบาป

         พรต คือ การปฏิบัติตนเพื่อข่มกายใจ ด้วยการควบคุมทั้งกายและใจให้ถือตามบัญญัติและหน้าที่ของการเป็นคริสตชน
อันที่จริง การปฏิบัติดังกล่าวนี้ พึงกระทำทุกเมื่อเชื่อวัน ตลอดปีและตลอดไปชั่วชีวิตของเรา ฉะนั้น เทศกาลมหาพรตจึงเป็นช่วงเวลาพิเศษ ที่คริสตชนจะปฏิบัติตนเพื่อข่มกายใจอย่างยิ่งใหญ่ ในโอกาสเตรียมสมโภชปัสกา มหาพรตเดิมทีเดียวเป็นภาษาต่างประเทศ
เรียกว่า " กวาดาเยซีมา" มีความหมายว่า 40 วัน ซึ่งทำให้คริสตชนรำลึกถึง และเลียนแบบอย่างพระคริสตเจ้า
ผู้ได้ทรงฟังเสียงของพระจิตเจ้า เดินทางเข้าสู่ที่เปลี่ยวเป็นเวลา 40 วัน ณ ที่นั้น พระองค์ทรงมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกับพระบิดา
ลืมความสำคัญของอาหาร วัตถุและสิ่งสร้าง ทรงอิ่มในพระเจ้า และหิวกระหายที่จะกระทำภารกิจการไถ่กู้มวลมนุษย์ที่พระบิดาทรงมอบให้
บทภาวนาและบทอ่านพระคัมภัร์ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณระหว่างเทศกาลนี้ ช่วยเตรียมจิตใจเราให้มีจิตตารมณ์ของมหาพรตได้อย่างดีมาก
คริสตชนควรจัดเวลาเพื่อไปรับฟังพระวาจา และรับศีลมหาสนิทในเทศกาลนี้ให้บ่อยขึ้น พร้อมที่จะเปิดจิตเปิดใจต่อพระเจ้าด้วยการภาวนา
ปิดตัวตนจากอาหาร วัตถุและสิ่งสร้างด้วยการละ ลด เลิก และเปิดตนเองสู่เพื่อนพี่น้องด้วยการทำบุญให้ทาน (เทียบ มธ. 6)

            พระศาสนจักรในประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ " มหาพรต" ได้มอบให้คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนา
รับหน้าที่รณรงค์ให้คริสตชน ได้เข้าใจความหมายและความสำคัญของเทศกาลมหาพรตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 ตลอดเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา
ได้มีการจัดรูปแบบ วิธีการ เนื้อหา และกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คริสตชนได้มีจิตตารมณ์มหาพรตอย่างแท้จริง จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง
ที่จะให้ความร่วมมือกับโครงการที่ได้รับการเสนอแต่ละปี เพื่อเราจะได้สมโภชปัสกา อย่างมีความหมายและเกิดผลต่อชีวิต

 

ที่มา: ไบเบิล ไดอารี่ 2006
http://www.genesis.in.th/

 

 

 

" รอยยิ้มของท่าน คือความใฝ่ฝันของเรา "

วิทยุชุมชนคนของแผ่นดิน FM.103.75 MHz. 74 หมู่ 11 ต.นาโพธิ์ อ.กุสุมาลย์ จ.สกลนคร 47210
Copyright ? 2007 PSN Studio. All rights reserved
พัฒนาโดย
Webmaster@naphoradio.com