
|
|||||||||
|
|
|
คือช่วงเวลาที่เริ่มตั้งแต่ "วันพุธรับเถ้า (Ash Wednesday)" ไปจนถึง "ช่วงบ่ายของวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งกินเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ (7 สัปดาห์ในพระศาสนจักรตะวันออก) หรือ 42 วัน โดยจะหักวันอาทิตย์ออกเนื่องจากทุกวันอาทิตย์ถือว่า เป็นวันปัสกาเสมอ ทำให้เหลือ 36 วัน ดังนั้น จึงต้องบวกวันให้ครบ 40 วัน เทศกาลมหาพรต จึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันพุธรับเถ้า ซึ่งจะบวกถึงวันเสาร์อีก 4 วัน อันเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลมหาพรต รวมเป็น 40 วันพอดี เทศกาลนี้มีขึ้นเพื่อเตรียมสมโภชปัสกา ซึ่งเป็นวันฉลองที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญที่สุดในรอบปีของพระศาสนจักร เพราะปัสกา เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองการที่พระเยซูเจ้า ทรงรับทรมาน สิ้นพระชนม์และทรงกลับคืนพระชนม์ชีพ เพื่อกอบกู้มนุษยชาติ ให้คืนดีกับพระเจ้ามารับชีวิตร่วมกับพระองค์ ทำไมต้อง 40 วัน? ตัวเลข 40 มีความหมายต่อคริสตชนในหลายแง่มุม ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอดอาหารของพระเยซูเจ้าในถิ่นทุรกันดารก่อนที่ปฏิบัติภารกิจของพระองค์ ตลอดจนเรื่องราวอื่นๆในประวัติศาสตร์ของ ชนชาติ อิสราเอล ไม่ว่าจะเป็น ฝนที่ตกติดต่อกัน 40 วัน 40 คืน ในสมัยโนอาห์ 40 วัน 40 คืน ที่โมเสสจำศีลอดอาหาร บนภูเขาซีนาย 40 วัน ที่ประกาศกเอลียาห์เดินทางไปยังภูเขาโฮเร็บ 40 ปี ของการเดินทางของประชากรอิสราเอลในทะเลทราย ก่อนเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา และ 40 วัน ของการที่ประกาศกโยนาห์ประกาศการกลับใจแก่ชาวนินะเวห์ ดังนั้น เมื่อมีพัฒนาการเกี่ยวกับการจำศีลในเทศกาลมหาพรต พระศาสนจักรจึงให้ความสำคัญกับเลข 40 เพื่อให้คริสตชนได้ดำเนินชีวิตร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับพระเยซูเจ้าในพระทรมาน และกลับคืนชีพพร้อมกับพระองค์ |
|
||||||||||||||||
|
|
|
เทศกาลมหาพรตจึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวคริสตชนสำรอง เพื่อรับศีลล้างบาปในคืนวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์ |
|
|
|
การเฉลิมฉลองที่สำคัญที่สุดของคริสตชน คือ ปัสกา เพราะเป็นจุดสุดยอดแห่งการกอบกู้มนุษยชาติ
ของพระคริสตเจ้าด้วยการ รับทรมาน สิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์
|
|
|
เนื่องจากมีความสำคัญพิเศษสุดดังกล่าว พระศาสนจักรจึงกำหนดให้คริสตชนเตรียมตัวในช่วงเวลาพิเศษ
ที่กรุงโรมเริ่มมีการโรยเถ้าแก่สัตบุรุษทุกคนไม่ใช่เพียงคนบาปอุกฉกรรจ์เท่านั้น และในปลายศตวรรษที่ 11 ในสังคายนา แห่ง Benevento ปี 1091 สมัยพระสันตะปาปา อูรบาโน ที่ 2 ได้ประกาศให้มีการโรยเถ้าให้แก่ทุกคนในพิธีนี้ ซึ่งเรียกวันนั้นว่า "วันพุธรับเถ้า" (Ash Wednesday) : " ในวันพุธรับเถ้าทุกๆ คนไม่ว่าพระสงฆ์นักบวช หรือฆราวาส ไม่ว่าชายหรือหญิงจะไปรับเถ้า" พิธีรับเถ้าจึงกลายเป็นการให้สัตบุรุษทุกคนมุ่งไปสู่ปัสกาโดยถือว่าเป็นเวลาแห่งการกลับใจ เป็นเวลาแห่งการใช้โทษบาป และเป็นเวลาแห่งการเดินทางไปสู่การเสด็จกลับมาของพระคริสตเจ้า 1. การสวดภาวนา แม้ว่าคริสตชนหลายคนจะคิดว่าเทศกาลมหาพรต เป็นเทศกาลที่เน้นเรื่องการใช้โทษบาปหรือพลีกรรม จำศีล อดอาหาร แต่ถ้าเรามาดูคำสอนของบรรดาพระสังฆราชสมัยโบราณหรือที่เรียกว่าปิตาจารย์แล้วจะเห็นว่าการจำศีลอดอาหารและการ ใช้โทษบาป หรือการพลีกรรมต่างๆ นั้นเป็นขั้นรอง และเป็นวิธีการที่จะนำไปพบเป้าหมายเท่านั้น การพลีกรรมดังกล่าวจะมีผลและให้คุณค่าทางวิญญาณก็ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขต่างๆ เงื่อนไขประการที่สอง คือ การมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเป็นหนึ่งเดียวกันกับผู้เป็นพระเจ้า ด้วยการสวดภาวนา ซึ่งขจัดความเห็นแก่ตัว และได้รับพลังทางใจจากการพลีกรรมจำศีลอดอาหาร หากไม่มีเงื่อนไข 2 ประการดังกล่าว การพลีกรรมจำศีลต่างๆ ก็จะกลับกลายเป็นการเห็นแก่ตัวและหลอกตนเอง มันจะกลายเป็นวิธีการที่ค่อยเบนความสนใจเข้าหาตัวเองโดยไม่รู้ตัว และสร้างบรรยากาศแห่งชีวิตทางจิตใจปลอมๆ ที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้น การสวดภาวนาจึงนับเป็นกิจกรรมสำคัญในระหว่างเทศกาลมหาพรต พระศาสนจักรได้จัดวางวิธีการสวดภาวนาที่ดีเลิศแบบหนึ่งให้สัตบุรุษถือปฏิบัติ ในช่วงเวลาพิเศษเหล่านี้ คือ บทภาวนาและบทอ่านจากพระคัมภีร์ในชีวิตประจำวันบทอ่านเหล่านี้เน้นถึงหัวข้อสำคัญๆ ของคำสอนที่เกี่ยวข้องระหว่างเรามนุษย์กับ พระเป็นเจ้า เช่นความเชื่อ การกลับใจจากบาป การสวดภาวนา การพลีกรรมใช้โทษบาป ความรัก เป็นต้น 2. การพลีกรรมใช้โทษบาปและจำศีลอดอาหาร การสวดภาวนาเป็นหัวใจสำคัญของเทศกาลมหาพรตก็จริง แต่เทศกาลนี้ก็เป็นเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ในขณะภาวนาชีวิตทางจิตใจเป็นเรื่องของตัวตนมนุษย์ทั้งครบ : กาย ใจ วิญญาณ ในขณะที่เราทำการพลีกรรมใช้โทษบาป เราก็ต้องภาวนาถึงพระผู้เป็นเจ้าในเวลาเดียวกัน การพลีกรรมใช้โทษบาปที่เป็นการพยายามปลดเปลื้องความเห็นแก่ตัวอันมาจากเนื้อหนัง และเป็นความพยายามที่จะขจัด ความเห็นแก่ตัว เพื่อไปหาผู้อื่นด้วยการบริจาคทานอย่างใจกว้างขวางนั้น ก็ทำให้คำภาวนาของเรามีค่ามีพลังสูงส่ง การจำศีลอดอาหาร หมายถึงอะไร? นักบุญยอห์น ครีโซสตอม ให้ความหมายที่คมคายแบบเปรียบเทียบเชิงตรงกันข้ามดังนี้ " ในช่วงเวลาที่ท่านกำลังจำศีลอดอาหาร ข้าพเจ้าบอกท่านได้ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ไม่จำศีลในขณะที่จำศีลอยู่ ข้าพเจ้าบอกท่านได้อีกด้วยว่าเป็นไปได้ที่จำศีลในขณะที่ไม่จำศีล เป็นปริศนาหรือ ขอบอกความจริงที่กระจ่างกว่าหน่อย เป็นไปได้อย่างไรที่ ไม่จำศีลในขณะที่จำศีลอยู่? ก็โดยที่อดอาหารอยู่จริง แต่ไม่อดบาป (งดเว้นอาหารจริง แต่ไม่งดเว้นบาป) และเป็นไปได้อย่างไรที่จำศีลในขณะที่ไม่จำศีล ก็โดยขณะที่กำลังลิ้มรสอาหารอร่อยท่านก็ไม่ได้ลิ้มรสบาป นี่คือวิธีจำศีลอดอาหารที่ดีที่สุดและง่ายกว่าด้วย" (Adversus ebriosos et de resurrection sermo PG 50:433) เพราะฉะนั้นการจำศีลอดอาหารจึงมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือเป็นเครื่องมือที่จะปราบกิเลสหรือบาปเป็นสำคัญ 3. ความรักฉันพี่น้องและการบริจาคทานนักบุญเลโอพระสันตะปาปาได้เน้นสอนเรื่องของการแสดงความรักฉันพี่น้อง ที่แสดงออกมาทางภาคปฏิบัติ ที่มองเห็นเด่นชัด คือการบริจาคทานช่วยคนยากจนในช่วงเวลาแห่งเทศกาลมหาพรตนี้ เป็นต้น บทเทศน์ระหว่างเทศกาลมหาพรตทั้ง 12 บทของพระองค์เกือบจะทั้งหมดพูดถึงความรัก การยกโทษและการบริจาค ทานช่วยคนยากจน การบริจาคทานให้คนยากจน เป็นรูปแบบทางภาคปฏิบัติที่มองเห็นชัดเจนยิ่งของความรักต่อเพื่อนมนุษย์ เป็นการถือปฏิบัติที่แยกจากการจำศีลอดอาหาร ไม่ได้เลย การบริจาคทานควบคู่กับการจำศีลอดอาหาร ทำให้เกิดความสัมพันธ์ เป็นหนึ่งเดียวกันกับพระผู้เป็นเจ้าในคำภาวนา น่าสังเกตว่าแม้พระศาสนจักรรวมทั้งบรรดาปิตาจารย์ดังกล่าว จะสอนเรื่องความรักต่อพี่น้องโดยเฉพาะการบริจาคทานช่วยคนยากจนที่ควบคู่ไปกับการภาวนา (Sermo 41,3 bis 99 ; CCL 138 a : 237) แต่คริสตชนส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มความศรัทธาแบบ "ความรอดของปัจเจกชน" ( ความรอดส่วนตัว) มาจนถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักรโดยเฉพาะพระสมณสาสน์ RERUM NOVARUM และสังคายนาวาติกันที่ 2 ที่เปิดตนไปสู่โลก การอดออมแบบพลีกรรมในเทศกาลเพื่อช่วยคนยากไร้และมีหน่วยงานรณรงค์เพื่อการนี้มากขึ้น สรุป เทศกาลมหาพรต จึงเป็นช่วงเวลาที่คริสตชนจะหันมามองดูตนเอง มองเห็นความผิดระเบียบกฎเกณฑ์แห่งชีวิตของ ตน พยายามเป็นคนใหม่โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่พระศาสนจักรสอนและวางไว้ อาทิ การทำกิจใช้โทษบาป การพลีกรรมด้วยการ จำศีลอดอาหาร ด้วยการแสดงความรัก เมตตา ให้ทาน ด้วยการละทิ้งบาป ด้วยการภาวนา และด้วยการเข้าร่วมในพิธีกรรมต่างๆ ที่จะนำเราเข้าสู่กิจการเฉลิมฉลองการรอดพ้นจากบาปและหายนะของตนโดยทางพระเยซูคริสตเจ้าผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพราะบาปของเรา และได้ทรงกลับคืนพระชนม์ และดังนี้เราก็จะผ่านช่วงวันเวลาในเทศกาลมหาพรตนี้อย่างดี อย่างศักดิ์สิทธิ์ เป็นกา รเตรียมฉลองปัสกาอันเป็นจุดสุดยอดแห่งการเฉลิมฉลองทั้งปวงของคริสตชน |
|
:: Basic: เทศกาลมหาพรต |
|
|
| เทศกาลมหาพรต คือช่วงเวลา 40 วัน ที่คริสตชนได้รับการเชิญชวนให้เตรียมจิตใจ สมโภชวันสำคัญที่สุดของคริสตชน
คือ วันปัสกา สีในพิธีกรรมคือ สีม่วง ซึ่งเน้นให้ทุกคนได้ทำพลีกรรม เป็นทุกข์กลับใจ และใช้โทษบาป พรต คือ การปฏิบัติตนเพื่อข่มกายใจ ด้วยการควบคุมทั้งกายและใจให้ถือตามบัญญัติและหน้าที่ของการเป็นคริสตชน อันที่จริง การปฏิบัติดังกล่าวนี้ พึงกระทำทุกเมื่อเชื่อวัน ตลอดปีและตลอดไปชั่วชีวิตของเรา ฉะนั้น เทศกาลมหาพรตจึงเป็นช่วงเวลาพิเศษ ที่คริสตชนจะปฏิบัติตนเพื่อข่มกายใจอย่างยิ่งใหญ่ ในโอกาสเตรียมสมโภชปัสกา มหาพรตเดิมทีเดียวเป็นภาษาต่างประเทศ เรียกว่า " กวาดาเยซีมา" มีความหมายว่า 40 วัน ซึ่งทำให้คริสตชนรำลึกถึง และเลียนแบบอย่างพระคริสตเจ้า ผู้ได้ทรงฟังเสียงของพระจิตเจ้า เดินทางเข้าสู่ที่เปลี่ยวเป็นเวลา 40 วัน ณ ที่นั้น พระองค์ทรงมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งกับพระบิดา ลืมความสำคัญของอาหาร วัตถุและสิ่งสร้าง ทรงอิ่มในพระเจ้า และหิวกระหายที่จะกระทำภารกิจการไถ่กู้มวลมนุษย์ที่พระบิดาทรงมอบให้ บทภาวนาและบทอ่านพระคัมภัร์ในพิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณระหว่างเทศกาลนี้ ช่วยเตรียมจิตใจเราให้มีจิตตารมณ์ของมหาพรตได้อย่างดีมาก คริสตชนควรจัดเวลาเพื่อไปรับฟังพระวาจา และรับศีลมหาสนิทในเทศกาลนี้ให้บ่อยขึ้น พร้อมที่จะเปิดจิตเปิดใจต่อพระเจ้าด้วยการภาวนา ปิดตัวตนจากอาหาร วัตถุและสิ่งสร้างด้วยการละ ลด เลิก และเปิดตนเองสู่เพื่อนพี่น้องด้วยการทำบุญให้ทาน (เทียบ มธ. 6)
พระศาสนจักรในประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ " มหาพรต" ได้มอบให้คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนา
รับหน้าที่รณรงค์ให้คริสตชน ได้เข้าใจความหมายและความสำคัญของเทศกาลมหาพรตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 ตลอดเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดรูปแบบ วิธีการ เนื้อหา และกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้คริสตชนได้มีจิตตารมณ์มหาพรตอย่างแท้จริง จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง ที่จะให้ความร่วมมือกับโครงการที่ได้รับการเสนอแต่ละปี เพื่อเราจะได้สมโภชปัสกา อย่างมีความหมายและเกิดผลต่อชีวิต
ที่มา: ไบเบิล ไดอารี่ 2006 http://www.genesis.in.th/ |
|
" รอยยิ้มของท่าน คือความใฝ่ฝันของเรา " |
|