รับราชการครั้งที่ ๑ ( พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของพระองค์ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำ
จนได้ที่
เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น
มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณีบัตรสนเท่ห์นั้น
คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิตด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้
นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียนและเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก
ที่ไหนจะมีเวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง
( กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ
เขียนไว้ในหนังสือ
"เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น
ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)
อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในปี พ.ศ.๒๓๕๙ ในกรมพระอาลักษณ์ เรื่องราวของกวีที่ปรึกษาท่านนี้
ที่ได้แสดงฝีมือเป็นที่พอพระทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เล่าว่าครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร
เรื่องรามเกียรติ์ ถึงตอนนางสีดาผูกคอตาย บทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเล่นละครกันมา กล่าวบทนางสีดาตอนเมื่อจะผูกคอตายว่า
" เอาภูษาผูกศอให้มั่น
หลับเนตรจำนงปลงใจ |
แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่
อรไทก็โจนลงมา" |
ต่อนี้ถึงบทหนุมานว่า
" ๏ บัดนั้น
ครั้นเห็นองค์อัครกัลยา
ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิต
โลดโผนโจนลงตรงไป
ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรง
หย่อนลงยังพื้นปัถพี |
วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ผูกศอโจนมาก็ตกใจ
ร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้
ด้วยกำลังว่องไวทันที ( เชิด)
ที่ผูกศอองค์พระลักษมี
ขุนกระบี่ก็โจนลงมา" |
ทรงติว่าบทเก่าตรงนี้ กว่าหนุมานจะเข้าไปแก้ไขนางสีดา นางสีดาก็คงตายไปแล้ว จึงทรงพระราชนิพนธ์ตอนนี้ใหม่ หวังจะให้หนุมาน
เข้าไปช่วยนางสีดาได้โดยเร็ว
ทรงแต่งบทนางสีดาว่า
" จึงเอาผ้าผูกพันกระสันรัด |
เกี่ยวกระหวัดกับกิ่งโศกใหญ่" |
แล้วก็เกิดขัดข้องว่า จะแต่งบทหนุมานอย่างไรให้แก้นางสีดาโดยเร็ว เหล่ากวีที่ปรึกษาไม่มีใครสามารถแต่งบทให้พอพระราชหฤทัยได้
จึงโปรดให้สุนทรภู่ที่หมอบเฝ้าอยู่ด้วยลองแต่งดู
สุนทรภู่แต่งต่อว่า
" ชายหนึ่งผูกศออรไท
๏ บัดนั้น |
แล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย
วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย" |
ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงยกย่องสุนทรภู่ว่าเก่ง อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ
ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า
" ๏ รถที่นั่ง
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน |
บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ" |
ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ
สุนทรภู่แต่งต่อว่า
" นทีตีฟองนองระลอก
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท
บดบังสุริยันตะวันเดือน |
กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา" |
กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง
ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร
พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้างและให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลง
เรือพระที่นั่งไปด้วย
เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน
|